อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ธันวาคม 02, 2020, 09:39:44 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "อิกเราะอ์ฟอรั่ม" และ ขอความกรุณาอ่าน กติกาและข้อตกลงการใช้งาน ด้วยนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขั้นตอนการตรวจสอบหะดีษ  (อ่าน 1311 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:27:08 »

ขั้นตอนการตรวจสอบหะดีษ

1. ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษด้วยวิธีการต่าง ๆ ของการตัครีจญ์
2. พิจารณาสายรายงานที่ตัครีจญ์โดยรวม ศึกษาจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน
3. ศึกษาประวัตินักรายงาน
4. ศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน
5. ศึกษาความบกพร่อง (อิลละฮฺ) ของสายรายงาน
6. หุก่มหะดีษโดยให้พิจารณาทัศนะของปราชญ์หะดีษทั้งในอดีตและปัจจุบันประกอบ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:42:12 »

1. ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษด้วยวิธีการต่าง ๆ ของการตัครีจญ์

ความหมาย
การตัครีจญ์คือ “การชี้แจงที่มาของหะดีษว่ามีนักหะดีษท่านใดบ้างเป็นผู้บันทึก ตลอดจนศึกษาประวัติของผู้รายงาน และวินิจฉัยเพื่อกำหนดสถานะของหะดีษ”   

แนวทางการตัครีจญ์
แนวทางในการตัครีจญ์มีทั้งหมด 7 วิธี คือ
1) การตัครีจญ์โดยพิจารณาคำสำคัญ
2) การตัครีจญ์โดยพิจารณาวรรคแรกของตัวบทหะดีษ
3) การตัครีจญ์โดยพิจารณาหัวข้อเรื่องของสำนวนหะดีษ
4) การตัครีจญ์โดยพิจารณาจากสายรายงานของหะดีษ
5) การตัครีจญ์โดยพิจารณาประเภทหะดีษ
6) การตัครีจญ์โดยพิจารณาลักษณะเฉพาะของหะดีษ
7) การตัครีจญ์โดยใช้สื่อสารสนเทศ


1) การตัครีจญ์โดยพิจารณาคำสำคัญ
การตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้ ต้องสังเกตว่าในหะดีษที่จะทำการตัครีจญ์มีคำใดบ้างที่เป็นคำคัญหรือโดดเด่น เมื่อพบแล้วก็สามารถไปค้นหาในหนังสือดรรชนีหะดีษ โดยหนังสือที่ใช้ในการตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้คือ “อัลมุอฺญัม อัลมุฟะฮฺร็อส ลิ อัลฟาซ อัลหะดีษ อันนะบะวีย์” (المعجم المفهرس لألفاظ الحديث النبوي) เป็นผลงานของนักบูรพาคดีโดยมีเอ.เจ เวนสิงค์เป็นบรรณาธิการและมีนักวิชาการมุสลิมเข้าร่วมด้วยคืออุสตาซ มุหัมมัด ฟุอาด อับดุลบากีย์ ชาวอียิปต์


2) การตัครีจญ์โดยพิจารณาวรรคแรกของตัวบทหะดีษ
หนังสือที่ใช้ในการตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้มีสองเล่มคือ
ก. ญัมอุ อัล-ญะวามิอฺ (جمع الجوامع) ของอัสสุยูฏีย์
ในหนังสือเล่มนี้ อัสสุยูฏีย์ได้แบ่งหะดีษออกเป็นสองประเภท คือหะดีษที่เป็นคำพูด (หะดีษเกาลีย์) และหะดีษที่เป็นการกระทำ (หะดีษฟิอฺลีย์) โดยท่านจะเรียบเรียงลำดับหะดีษที่เป็นคำพูดโดยคำนึงถึงวรรคแรกของหะดีษ และจะเขียนคำย่อผู้บันทึกหะดีษและชื่อเศาะหาบะฮฺผู้รายงาน ส่วนหะดีษที่เป็นการกระทำนั้น อัสสุยูฏีย์จะเรียงตามมุสนัดเศาะหาบะฮฺ โดยเรียงตามลำดับพยัญชนะอาหรับ
ข. ตัสดีด อัลเกาสฺ (تسديد القوس) ของอิบนุหะญัร
ท่านจะเรียงหะดีษตามพยัญชนะแรก โดยจะนำเอาเฉพาะประโยคแรกของหะดีษมาเรียงเป็นสารบัญตามลำดับพยัญชนะอาหรับ


3) การตัครีจญ์โดยพิจารณาหัวข้อเรื่องของสำนวนหะดีษ
คือให้สังเกตว่าเนื้อเรื่องของหะดีษที่จะทำการตัครีจญ์เกี่ยวข้องกับเรื่องใด เช่นหลักความเชื่อ (อะกีดะฮฺ)  ฟิกฮฺ (บทบัญญัติศาสนา) ประวัติศาสตร์ มารยาท ฯลฯ เมื่อทราบแล้วว่าหะดีษบทนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องใด ก็ให้ค้นหาจากตำราหะดีษที่รวบรวมเรื่องดังกล่าวไว้
ตำราที่ใช้ตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้มีสองประเภทคือ
ก. ตำราที่บันทึกหะดีษตามหมวดหมู่ของเรื่อง
เช่น ตำราสุนันต่าง ๆ ตำราญามิอฺต่าง ๆ ตำรามุศ็อนนะฟาตต่าง ๆ และตำราที่รวบรวมหะดีษเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะ
ข. ตำราที่เป็นดรรชนีของหะดีษ
เช่น ตำราตัครีจญ์ต่าง ๆ และตำราสารบัญหะดีษตามหมวดหมู่


4) การตัครีจญ์โดยพิจารณาจากสายรายงานของหะดีษ
การตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้ ผู้ทำการตัครีจญ์ต้องทราบสายรายงานของหะดีษที่จะนำมาตัครีจญ์เสียก่อน หลังจากนั้นจึงค้นหาจากตำราหะดีษที่เรียบเรียงบรรดาหะดีษตามรายชื่อเศาะหาบะฮฺหรือนักรายงานท่านอื่น ๆ
ตำราที่ใช้ในการตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้คือ
ก. ตำราประเภทอัฏรอฟ
เช่น หนังสือตุหฺหะฮฺ อัลอัชรอฟ บิ มะอฺริฟะฮฺ อัลอัฏรอฟ (تحفة الأشراف بمعرفة الأطراف) ของอัลมิซซีย์ และอิตติหาฟ อัลมิฮัรเราะฮฺ บิ อัฏรอฟ อัลอะชะเราะฮฺ (اتحاف المهرة بأطراف العشرة) ของอิบนุหะญัร
ข. ตำราประเภทมุสนัด
เช่น มุสนัดอิมามอบูดาวูด อัฏเฏาะยาลิสีย์ มุสนัดอัลหุมัยดีย์ มุสนัดอิมามอะหฺมัด เป็นต้น
ค. ตำราประเภทมุอฺญัม
เช่นตำราอัลมุอฺญัมอัลกะบีร อัลมุอฺญัมอัลเอาสัฏ และอัลมุอฺญัมอัศเศาะฆีร ทั้งสามเล่มของอัฏเฏาะบะรอนีย์
ง. ตำราประวัติศาสตร์หรือชีวประวัติบุคคลที่มีสายรายงาน
เช่นอัฏเฏาะบะกอต อัลกุบรอ ของอิบนุสะอดฺ หิลยะฮฺ อัลเอาลิยาอ์ ของอบูนุอัยมฺ และตารีค อัลบัฆดาด ของเคาะฏีบอัลบัฆดาดีย์


5) การตัครีจญ์โดยพิจารณาประเภทหะดีษ
ผู้ทำการตัครีจญ์ต้องสังเกตว่าหะดีษที่จะนำมาตัครีจญ์นั้นจัดอยู่ในประเภทใดของหะดีษ เช่น หะดีษมุรสัล หะดีษเมาฎูอฺ หะดีษมัชฮูร เป็นต้น หลังจากนั้น จึงสืบค้นจากตำราที่รวบรวมหะดีษตามประเภทข้างต้น เช่น อัลมะรอสีล ของอบุดาวูด อัสสิญิสตานีย์, อัลมัศนูอฺ ของอัลหะเราะวียฺ, อัลมะกอศิด อัลหะสะนะฮฺ ของอัสสะคอวีย์ เป็นต้น


6) การตัครีจญ์โดยพิจารณาลักษณะเฉพาะของหะดีษ
   ผู้ทำการตัครีจญ์ต้องสังเกตว่าหะดีษที่จะนำมาตัครีจญ์นั้นมีลักษณะเฉพาะอย่างไรบ้าง เช่นเป็นหะดีษกุดสีย์ มุสัลสัล หรือเป็นการรายงานของพ่อจากลูก เป็นต้น หลังจากนั้น จึงสืบค้นจากตำราที่รวบรวมหะดีษตามลักษณะเฉพาะข้างต้น เช่น ริยายะฮฺ อัลอาบาอ์ อัน อัลอับนาอ์ (رواية الآباء عن الأبناء) ของอัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์, อัลมุสัลสะลาต อัลกุบรอ (المسلسلات الكبرى) ของอัสสุยูฏีย์ เป็นต้น


7) การตัครีจญ์โดยใช้สื่อสารสนเทศหรือโปรแกรมต่าง ๆ
   เช่น โปรแกรมอัชชามิละฮฺ, ชามิอฺ คอดิม อัลหะเราะมัยนฺ อัชชะรีฟัยนฺ, เว็บ hdith.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:45:17 »

2. พิจารณาสายรายงานที่ตัครีจญ์โดยรวม ศึกษาจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน

หลังจากได้ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษที่ต้องการตรวจสอบแล้ว ให้พิจารณาสายรางาน โดยสังเกตจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน ดังนี้
   1. สายรายงานร่วมของสายรายงานทั้งหมด (مدار السند)
   2. ข้อแตกต่างของตัวบทหะดีษของแต่ละสายรายงาน
   3. ลักษณะการรายงานของแต่ละสายรายงานว่าเป็นแบบใด มัรฟูอฺ มุรสัล เมากูฟ เป็นต้น
   4. ชื่อของนักรายงาน
   5. สังเกตการใช้สำนวนฟังหะดีษ (صيغ التحمل) ของนักรายงานที่ถูกวิพากษ์ว่าตัดลีส
   การสังเกตหรือพิจารณาสายรายงานที่ได้ตัครีจญ์มาข้างต้น สามารถทำได้โดยการเขียนแผนผังของสายรายงาน (شجرة الإسناد) ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ศึกษาสังเกตเห็นจุดร่วมและจุดต่างของสายรายงานได้ง่ายขึ้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:48:09 »

3. ศึกษาประวัตินักรายงาน

การศึกษาประวัตินักรายงาน หมายรวมถึง
   3.1 กำหนดตัวบุคคล
   การกำหนดตัวนักรายงานคือ การกำหนดว่านักรายงานที่กำลังศึกษาคือใคร เนื่องจากนักรายงานหะดีษมีจำนวนมาก มีนักรายงานที่มีชื่อพ้องกันจำนวนมาก อีกทั้งยังพ้องชื่อพ่อและปู่อีกด้วย ฉะนั้น การกำหนดตัวบุคคลนักรายงานถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะมีผลต่อการพิจารณาระดับของหะดีษ หากกำหนดตัวบุคคลผิด อาจส่งผลให้ตัดสินระดับหะดีษผิด นอกจากจะสลับกันระหว่างนักรายงานที่มีความเชื่อถือ
   แนวทางในการกำหนดตัวบุคคลคือ
   ก. การตัครีจญ์
   การตัครีจญ์ทำให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาสายรายงานจากหลายแหล่ง ซึ่งบางสายรายงานอาจระบุชื่อเต็มของนักรายงาน ในขณะที่สายรายงานที่ผู้ศึกษากำลังตรวจสอบไม่ได้ระบุชื่อเต็มของนักรายงาน
   ข. การพิจารณาลูกศิษย์และอาจารย์
   โดยพิจารณาจากผู้ที่รายงานจากนักรายงานที่ผู้ศึกษากำลังตรวจสอบ(ลูกศิษย์)และจากผู้ที่นักรายงานคนดังกล่าวรายงานถึง (อาจารย์) ซึ่งผู้ศึกษาสามารถหารายละเอียดได้จากหนังสือตะฮฺซีบ อัลกะมาล ของอัลมิซซีย์ และหนังสือชีวประวัตินักรายงานอื่น ๆ
   ค. การอธิบายของนักวิชาการ
   หมายถึงการศึกษาจากหนังสือที่อธิบายหะดีษ เนื่องจาก บางครั้ง ผู้อธิบายอาจจะระบุชื่อของนักรายงานที่ผู้ศึกษากำลังตรวจสอบ

   3.2 ปีเกิดและเสียชีวิต
   การกำหนดปีเกิดและปีเสียชีวิตมีประโยชน์มากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับรู้ถึงความต่อเนื่องของสายรายงาน ฉะนั้น หนังสือชีวประวัตินักรายงานหะดีษมักจะให้ความสำคัญกับการระบุปีเกิดและปีเสียชีวิตของนักรายงาน

   3.3 ความน่าเชื่อถือ
   การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนักรายงานถือมีความสำคัญมากที่สุด และเป็นขั้นตอนที่ผู้ศึกษาต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณา เพราะเป็นขั้นตอนที่ส่งผลต่อการตัดสินระดับของหะดีษ เนื่องด้วยความสำคัญข้างต้น นักวิชาการหะดีษจึงได้แยกการศึกษาข้างต้นเป็นศาสตร์เฉพาะ นั่นคือ “อัลญัรหฺ วะ อัตตะอฺดีล” หรือศาสตร์ที่ศึกษาความน่าเชื่อถือและข้อตำหนิของนักรายงาน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:49:53 »

4. ศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน

ความต่อเนื่องของสายรายงานคือ สายรายงานต้องไม่ขาดตอน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม เช่น การอิรฺสาล  ตัดลีส  ตะอฺลีก  หรืออิอฺฎอล  เป็นต้น กล่าวคือ นักรายงานทุกคนในสายรายงานต้องฟังหะดีษบทนั้นจากอาจารย์ของเขาจริง ๆ
   ฉะนั้น ในการศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน จำเป็นต้องพิจารณาว่านักรายงานได้ฟังหะดีษจากอาจารย์ของเขา ซึ่งสามารถศึกษาจากชีวประวัติของนักรายงาน โดยค้นหาดูว่าบุคคลที่นักรายงานได้รายงานถึงนั้นเป็นอาจารย์ของนักรายงานหรือไม่ หากพบว่า เป็นหนึ่งในอาจารย์ของนักรายงาน ก็ถือเป็นข้อบ่งบอกว่านักรายงานได้ฟังจากบุคคลนั้น แต่ทั้งนี้ อาจไม่เสมอไป เพราะอาจมีบางกรณีที่นักรายงานร่วมสมัยกับผู้ที่เขารายงานถึง แต่เขาไม่ได้ฟังหะดีษจากเขา
   หนังสือหะดีษที่ให้ความสำคัญกับการระบุชื่ออาจารย์และลูกศิษย์ของนักรายงานคือ “ตะฮฺซีบ อัลกะมาล” โดยอัลมิซซีย์

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:52:42 »

5. ศึกษาความบกพร่อง (อิลละฮฺ) ของสายรายงาน

อิลละฮฺคือ สาเหตุที่ซ่อนเร้นมีผลทำให้หะดีษมีความบกพร่อง (Ibn Ṣalāḥ, 2002:187) หรืออาจกล่าวได้ว่าคือ ข้อผิดพลาดของนักรายงานไม่ว่านักรายงานนั้นจะมีความน่าเชื่อหรือไม่ เพียงแต่ข้อผิดพลาดของนักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือนั้นมีความละเอียดอ่อนและซ่อนเร้นมากกว่า (al-Malaibārīy, 1996:4)
   อิลละฮฺหรือข้อบกพร่องของสายรายงานมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น
   1. สายรายงานมีความถูกต้องหากพิจารณาตามผิวเผิน แต่มีนักรายงานบางคนที่ไม่ได้ฟังตัวบทจากผู้ที่เขารายงานถึง
   เช่น อัตติรมิซีย์ (al-Tirmidhīy, 1998:4/136) ได้รายงานหะดีษบทหนึ่งจากหัฟศฺ บิน ฆิยาษ จากอัลอะอฺมัช จากอนัส ท่านเล่าว่า
   “มีชายคนหนึ่งจากเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เสียชีวิต แล้วมีชายคนหนึ่งกล่าวว่า จงแจ้งข่าวดีแก่เขาเถิดว่า เขาเป็นผู้หนึ่งจากชาวสวรรค์...”
   หากพิจารณาอย่างผิวเผินจะพบว่า นักรายงานทุกคนมีความน่าเชื่อถือและสายรายงานก็มีความต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า การรายงานของอัลอะอฺมัชจากท่านอนัสนั้น มีข้อบกพร่องอยู่ กล่าวคือ ถึงแม้อัลอะอฺมัชจะร่วมสมัยกับท่านอนัส แต่ท่านไม่ได้ฟังหะดีษจากท่านอนัสเลย อิบนุอัลมะดีนีย์ (Ibn Abī Ḥātim, 1397:82) กล่าวว่า “อัลอะอฺมัชไม่เคยฟังหะดีษจากท่านอนัส เขาเพียงแต่เคยเห็นท่านอนัสครั้งหนึ่งที่นครมักกะฮฺ”
   2. นักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือจำนวนหนึ่งได้รายงานหะดีษบทหนึ่งแบบมุรสัล และมีสายรายงานหนึ่งที่ดูผิวเผินแล้วถูกต้องได้รายงานหะดีษบทเดียวกันแบบเมาศูล (ต่อเนื่อง)
   เช่น อบูดาวูด (Abu Dawūd, 2009:1/133) และอิบนุมาญะฮฺ (Ibn Mājah, 2009:4/347) ได้รายงานหะดีษบทหนึ่งจากมัรวาน บิน มุอาวียะฮฺ จากฮิลาล บิน มัยมูน อัลญุฮะนีย์ จากอะฏออ์ บิน ยะซีด อัลลัยษีย์ จากอบูสะอีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เดินผ่านเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังแล่เนื้อแกะ...”
   สายรายงานข้างต้นเป็นสายรายงานที่เมาศูลและนักรายงานทุกคนก็มีความน่าเชื่อถือ แต่อบูดาวูดได้ชี้ข้อบกพร่องของสายรายงานนี้ว่า “อับดุลวาฮิด บิน ซิยาด และอบูมุอาวียะฮฺได้รายงานจากฮิลาล จากอะฏออ์ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยการรายงานแบบมุรสัล โดยไม่ได้ระบุอบูสะอีด” (Abu Dawūd, 2009:1/134)
   จะเห็นได้ว่า นักรายงานมีความขัดแย้งกันในการรายงานหะดีษบทนี้ระหว่างการรายงานแบบมเมาศูลและแบบมุรสัล แต่นักรายงานที่รายงานแบบมุรสัลมีจำนวนเยอะกว่า ฉะนั้น การรายงานแบบมุรสัลจึงมีความถูกต้องกว่า
   3. นักรายงานมีความน่าเชื่อถือเมื่อรายงานหะดีษจากนักรายงานเฉพาะที่อยู่เมืองเดียวกันเท่านั้น
   เช่น อัฏเฏาะหาวีย์ (al-Ṭaḥāwīy, 1994:3/45) ได้รายงานจากอิสมาอีล บินอัยยาช จากสุฮัยลฺ บิน อบีศอลิหฺ จากมุหัมมัด บิน อัลมุนกะดิร จาก ญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงอายความจริง พวกท่านอย่าได้ร่วมหลับนอนกับภรรยาของท่านทางทวารหนัก”
   หากพิจารณาอย่างผิวเผินจะพบว่า นักรายงานทุกคนมีความน่าเชื่อถือและเป็นสายรายงานที่ต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะสังเกตเห็นว่า นักหะดีษได้วิพากษ์สถานะของอิสมาอีล บิน อัยยาชว่า “มีความน่าเชื่อถือเมื่อรายงานจากชาวชาม” (al-Mizzīy, 1980:3/174) และสุฮัยลฺ บิน ศอลิหฺ ผู้ที่อิสมาอีล บิน อัยยาชรายงานถึงเป็นชาวเมืองมะดีนะฮฺ ฉะนั้น สายรายงานนี้จึงเป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟ
   4. การที่ตาบิอีย์รายงานผิดพลาดโดยอ้างว่าผู้ที่เขารายงานถึงเป็นเศาะหาบะฮฺ
   เช่น อัลหากิม (al-Ḥakim, 1977:115) ได้รายงานจากซุฮัยรฺ บิน มุหัมมัด จากอุษมาน บิน สุลัยมาน จากพ่อของเขา ว่า เขาได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านสูเราะฮฺอัฏฏูรในละหมาดมัฆริบ
   อุษมาน บิน สุลัยมานได้รายงานว่าพ่อของเขาได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเป็นการรายงานที่ผิดพลาดเนื่องจากพ่อของเขาไม่ได้เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
   5. นักรายงานรายงานขัดแย้งกัน โดยส่วนหนึ่งรายงานแบบมัรฟูอฺและอีกส่วนหนึ่งรายงานแบบเมากูฟ
   กรณีเช่นนี้ ให้พิจารณานักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าทั้งในด้านความแม่นยำในการรายงานหะดีษและจำนวน
   เช่น อบูดาวูด (Abu Dawūd, 2009:1/347) ได้รายงานจากอับดุลวาริษ จากอัยยูบ จากนาฟิอฺ จากอิบนุอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านได้เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “หากเราปล่อยประตูนี้ไว้สำหรับผู้หญิง”
   อบูดาวูดกล่าวว่า “คนอื่นนอกจากอับดุลวาริษ รายงานว่า อุมัรเป็นคนกล่าว ซึ่งมันถูกต้องกว่า”
   นั่นคือ สายรายงานที่บันทึกโดยอบูดาวูด (Abu Dawūd, 2009:1/427) จากอิบนุอุลัยยะฮฺ จากอัยยูบ จากนาฟิอฺ จากท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
   สายรายงานแรกตามผิวเผินแล้วถูกต้อง แต่สายรายงานที่สองมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากอิบนุอุลัยยะฮฺมีความน่าเชื่อถือมากกว่าอับดุลวาริษ

   การศึกษาอิลละฮฺหรือข้อบกพร่องของหะดีษต้องใช้ความพิถีพิถันในการตรวจสอบและพิจารณาให้ถี่ถ้วน เนื่องจากเป็นศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อน ท่านอิบนุเศาะลาหฺ (Ibn Ṣalāḥ, 2002:41) ได้กล่าวว่า “การศึกษาอิลละฮฺของหะดีษเป็นศาสตร์ที่มีเกียรติที่สุดในวิชาการหะดีษ อีกทั้งยังมีความละเอียดอ่อน และประเสริฐที่สุด ผู้ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์เรื่องนี้คือ ผู้ที่มีความจำสูง ประสบการณ์ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง”

   อิลละฮฺของหะดีษสามารถพิจารณาได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้
   1. รวบรวมสายรายงานของหะดีษหรือการตัครีจญ์
   2. ศึกษาสภาพของแต่ละสายรายงานว่าเป็นไปตามเงื่อนไขของหะดีษที่เศาะหี้หฺหรือไม่
   3. ตรวจสอบการได้ฟังของนักรายงานแต่ละคนจากผู้ที่เขารายงานว่ามีความถูกต้องหรือไม่
   4. สังเกตข้อขัดแย้งในตัวบทหะดีษและสายรายงาน
   5. ตรวจสอบการฟัตวาของเศาะหาบะฮฺที่ค้านกับการรายงานของเขา
   6. พิจารณาตัวบทหะดีษประกอบ
   7. ศึกษาทัศนะของปราชญ์หะดีษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือประเภท “อิลัล” และ“สุอาลาต”

   หนังสือที่สำคัญในการศึกษาอิลละฮฺของหะดีษ เช่น
   1. อัลอิลัล วะ มะอฺริฟะฮฺ อัรริญาล โดยอะหฺมัด
   2. อัลอิลัล โดยอิบนุอัลมะดีนีย์
   3. อัลอิลัล โดยอิบนุอบีหาติม
   4. อัลอิลัล อัลกะบีรฺ โดยอัตติรมิซีย์
   5. อัลอิลัล โดยอัดดาเราะกุฏนียฺ
   6. สุอาลาต อิบนุอบีชัยบะฮฺ
   7. สุอาลาต อัลหากิม
   8. สุอาลาต อบีดาวูด

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:53:52 »

6. หุก่มหะดีษ

หุก่มหะดีษโดยให้พิจารณาทัศนะของปราชญ์หะดีษทั้งในอดีตและปัจจุบันประกอบ
   หลังจากศึกษาตามขั้นตอนข้างต้น ให้หุก่มหะดีษที่ศึกษาตามหลักวิชามุศเฏาะละหฺ นั่นคือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสายรายงานและตัวบทหะดีษในด้านความน่าเชื่อถือ โดยให้นำทัศนะของนักวิชาการหะดีษทั้งในอดีตและปัจจุบันมาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อจะได้มุมมองหรือแนวคิด กล่าวคือ หากการตัดสินของผู้ศึกษาขัดแย้งกับการตัดสินของนักวิชาการหะดีษบางท่าน ผู้ศึกษาจะได้ทบทวนและตรวจสอบใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อจะให้การตัดสินนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องที่สุด และหากการตัดสินของผู้ศึกษาพ้องกับการตัดสินของนักวิชาการหะดีษก็จะยิ่งทำให้ผู้ศึกษามีความมั่นใจในการตัดสินและบางครั้ง ผู้ศึกษาอาจจะได้องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษาทัศนะของนักวิชาการหะดีษเหล่านั้น

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.106 วินาที กับ 23 คำสั่ง