อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
พฤศจิกายน 15, 2019, 14:12:14 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การประกันภัยตามชะรีอะฮฺ (ตะกาฟุล)  (อ่าน 10499 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1029


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 13:13:18 »

การประกันภัยตามชะรีอะฮฺ (ตะกาฟุล)*


ตะกาฟุล (ประกันภัยชารีอะฮฺ) หรือประกันภัยตามหลักศาสนาอิสลาม หรือที่บรรดานักวิชาการมุสลิมเรียกว่า ตะอฺมีน (التأمين) ซึ่งแปลว่าการประกันภัย   ส่วนคำว่าตะอาวุนียฺ (التعاوني) และ ตะกาฟุล (التكافل)  หมายถึงความสามัคคีหรือเอื้อเฟื้อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ประกัน ภัยตะกาฟุลเป็นระบอบประกันภัยที่ถูกใช้ แล้วในหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บะห์เรน และอีกหลายประเทศ และยังได้รับการยอมรับจากประเทศตะวันตก เช่นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ  ทั้งนี้ในฐานะที่เราเป็นมุสลิมผู้ศรัทธา ต้องแสวงหาความถูกต้องของหลักการอิสลามเกี่ยวกับกิจการต่างๆในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ การเมืองหรือเรื่องอื่นๆก็ตาม เราจำเป็นจะต้องแสวงหาหุก่มหรือคำตัดสินของอิสลามที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ต่างๆเพื่อเป็นการพยายามดำรงชีวิตภายใต้อิสลามในทุกๆ เรื่อง เพราะอิสลามมีหน้าที่ในโลกใบนี้ที่จะให้คำตอบในทุกเรืองที่ปรากฏในชีวิตของ มนุษย์ อิสลามไม่ได้เสนอรายละเอียดที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้คนทั้งหลาย หมายถึงอิสลามจะไม่บอกเกี่ยวกับโลกดุนยา เกี่ยวกับโลกนี้ว่าให้ทำอย่างไร ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อิสลามจะทำหน้าที่ในการชี้แนะให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ ศาสนกิจ  แต่ในส่วนของเรื่องโลก อิสลามจะมีกรอบ มีกฎเกณฑ์ไว้อย่างกว้างๆ เพื่อเป็นกติกาในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง  การเมือง  ธรรมชาติ และอื่นๆที่ไม่ใช่ศาสนกิจ อย่างไรก็ตามเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนกิจไม่ได้หมายรวมว่ามันอยู่นอกกรอบของอัล อิสลามแต่อย่างใด  เรื่องที่ไม่ใช่ศาสนกิจอุละมาอฺเรียกว่ามุอามะลาต ส่วนเรื่องศาสนกิจเรียกว่าอิบาดะฮฺ

มุอามะลาตโดยทั่วไปก็คือสัญญา สัญญาระหว่างมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขาย สัญญาสมรส สัญญาหย่า สัญญาเช่า หรือสัญญาประกันภัย มันก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่คงอยู่ในกรอบหรืออยู่ภายใต้อัลอิสลาม เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่ต้องเรียนรู้เรืองราวของอัลอิสลาม มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ประดิษฐ์หรืออุตริบางอย่างมานั้นจะไม่มีราย ละเอียดหรือตัวบทออกมารองรับกิจกรรมดังกล่าว เพราะอิสลามไม่ได้มีหน้าที่บอกเกี่ยวกับเรื่องดุนยา ในการบันทึกของอิหม่ามมุสลิมท่านนบี กล่าวว่า

“หากเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับศาสนาเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะชี้แจง แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับดุนยาเกี่ยวกับโลกนี้ พวกเจ้าก็เป็นพวกที่มีความรู้มากกว่าข้าพเจ้า“ หมายความว่าไม่ต้องไปถามท่านนบีเกี่ยวกับเรื่องโลกนี้ เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของหะดีษบทนี้คือมีเศาะฮาบะฮฺมาถามท่านนบีว่าต้องผสม เกสรให้กับต้นอินทผาลัมหรือไม่ พอท่านนบีแนะนำว่าไม่ต้องผสม ทำให้ต้นอินผาลัมไม่ออกผล เศาะฮาบะฮฺจึงมาบอกท่านนบีว่า “ที่ท่านแนะนำไม่ให้ผสมเกสรนั้นทำให้ต้นอินผาลัมไม่ออกผล” ท่านนบี เลยบอกว่าเรื่องดุนยา ข้าพเจ้าไม่มีความรู้  หมายถึงความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องดุนยา ข้าพเจ้าก็เหมือนพวกท่านแต่เรื่องศาสนาต่างหากที่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ในการให้ รายละเอียด อุละมาอฺ ได้ตีความว่าท่านนบีจะไม่นำเสนอรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องดุนยา เช่นเรื่อง การซื้อขาย ท่านนบี จะไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้แต่จะตั้งกรอบกว้างๆ แต่อยู่ในเกณฑ์ของศาสนกิจเพราะ ฉะนั้นการดำเนินการค้าหรือการดำเนินชีวิตด้วยกิจกรรมต่างๆทางโลกนั้น ก็ถือว่าเป็นศาสนกิจระดับหนึ่ง เพราะยังอยู่ในกฎเกณฑ์ของอิสลาม  ฉะนั้นการประกันภัยก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์การคุ้มครองของหลักการอิสลามระดับ หนึ่ง ถึงแม้ว่าอิสลามจะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องประกันภัย  แต่อิสลามได้ตั้งเกณฑ์ไว้อย่างกว้างๆ เกี่ยวกับด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ซึ่งมุสลิมจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นอย่างเคร่งครัด


สิ่ง ที่เกิดขึ้นและเป็นการท้าทายประชาชาติอิสลามคือความเจริญก้าวหน้าของ วัฒนธรรมตะวันตกในทุกด้าน  โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทำให้วัฒนธรรมตะวันตกนั้นสามารถที่จะตั้งรูปแบบเศรษฐกิจ ที่มั่นคงและมีความเจริญอย่างกว้างขวาง จึงทำให้ประเทศตะวันตกอยู่ในสภาพที่รุ่งเรืองมากกว่าประเทศมุสลิม อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่มั่นคงของเค้า แต่หารู้ไม่ว่าเศรษฐกิจที่มั่นคงของตะวันตกนั้น มันเกิดจากกระบวนการทางการทำธุรกิจที่ถูกต้องตามหลักการที่มาจากองค์พระผู้ เป็นเจ้าไม่  เพราะวัฒนธรรมของตะวันตกนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ไม่มีพื้นฐานแห่งศาสนา ตั้งแต่สมัยการปฏิวัติของฝรั่งเศสเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีการจำแนกระหว่างโลกกับศาสนา ไม่ให้สถาบันโบสถ์มาเกี่ยวข้องกับโลก เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การสงคราม การปกครองจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีอิทธิพลทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ อย่างใด จึงทำให้เศรษฐกิจแบบตะวันตกนั้นไร้ศาสนา ไร้กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมหรือจริยธรรม

อย่างไรก็ตามความเจริญก้าวหน้าทาง เศรษฐกิจของตะวันตกนั้นได้ประสบความสำเร็จด้วยหลายปัจจัย  ปัจจัยสำคัญของความจำเริญของชาติตะวันตกไม่ได้เกิดจากความถูกต้องเพราะความ จำเจริญก้าวหน้าของเค้าไม่ใช่สัญลักษณ์ของความถูกต้อง คนรวยที่ประสบความสำเร็จในสังคมไม่ใช่หมายถึงว่าเค้าเป็นผู้ถูกต้อง เพราะถ้าหากความสำเร็จคือสัญลักษณ์ของความถูกต้องแสดงว่าคนที่มีความถูกต้อง ในโลกนี้ไปฆ่าตัวตายดีกว่า คนจะไม่มีศีลธรรม จริยธรรม ไม่มีศาสนาเลย ความถูกต้องมันอยู่ในกรอบที่อยู่ในตัวบทที่มาจากอัลลอฮฺ  เป็นตัวบทที่อุละมาอฺเรียกว่า …… เป็นคำสั่งสอนที่ไม่มีความผิดแต่ประการใด ผู้ศรัทธาเท่านั้นที่สามารถเชื่อและเลื่อมใสในคำสั่งสอนของนี้ แต่คนที่แสวงหาความสำเร็จโดยไม่คำนึงถึงหลักการคำสั่งสอนของอิสลามที่ถูก ต้อง เค้าจะถือว่าความสำเร็จคือการบรรลุความเจริญ ถึงแม้ว่าจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม มีตัวอย่างมากมายที่ความเจริญในโลกนี้เกิดจากรูปแบบที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น เช่นเรื่องระบอบดอกเบี้ย การท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันระบอบการท่องเที่ยว เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวนั้นส่วนมากแล้วจะเป็นรายได้ที่สกปรก อันนี้เป็นข้อวินิจฉัยของเศรษฐศาสตร์

ส่วนหนึ่งของรายได้ที่ไม่อยู่ บนพื้นฐานของอิสลามคือการประกันภัย จึงเป็นการท้าทายสำหรับโลกมุสลิม ที่ทั่วโลกเค้าเจริญเพราะอะไร?  เพราะเค้ามีประกันภัย ? มีระบอบดอกเบี้ย ? มีธนาคารดอกเบี้ย ?

มุสลิมจึงบอกว่ามุสลิมมีองค์กรทางเศรษฐศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ ที่แข่งขันกับระบอบเศรษฐศาสตร์ของตะวันตกด้วย  เค้าก็เลยนำเสนอรูปแบบธนาคารอิสลาม อันที่จริงในตัวบทอิสลามไม่มีคำว่าธนาคาร รูปแบบของธนาคารไม่มี แต่ที่นำเสนอตรงนี้เพื่อเป็นการบอกว่า อิสลามสามารถรังวัดรูปแบบของเศรษฐศาสตร์ตะวันตกในเกณฑ์ ในกรอบของหลักการอิสลามได้ประกันภัยก็เช่นกันพอเป็นความท้าทายที่เผชิญหน้า กับโลกมุสลิมว่าหลายประเทศเค้าเจริญก้าวหน้า ก็มีนักวิชาการมุสลิมออกมาบอกว่าอิสลามก็มีประกันภัย อิสลามสามารถตั้งบริษัทประกันภัยในกรอบของหลักการอิสลามเพื่อเป็นการนำ เสนอรูปแบบของเค้าในกฎเกณฑ์ของเรา

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประกัน ภัยบอกว่าอณาจักรของบริษัทประกันภัยมีบารมีอย่างมาก  บางบริษัทมีบารมีเท่ากับงบประมาณของประเทศขนาดเล็กหรือขนาดกลาง  ด้วยอิทธิพลของบริษัทประกันภัยทำให้มันมีอำนาจเข้าไปควบคุมกฎหมาย คุมงบประมาณแผ่นดิน สามารถเข้าไปควบคุมกระบวนการการปกครองบางประการได้

นัก เศรษฐศาสตร์บอกว่าธุรกิจอะไรที่ไม่ค่อยขาดทุน? นั่นก็คือธุรกิจประเภทของกินของใช้  เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลาย อะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์คงอยู่ เช่นเดียวกันในเมื่อสังคมต้องการความปลอดภัยในโลกนี้ เพราะในสายตาของมนุษย์ที่อยู่ในวัฒนธรรมปัจจุบันนี้ อยู่ในความเสี่ยงทุกแง่มุมของชีวิต จะซื้อรถก็เสี่ยง จะสร้างบ้านก็เสี่ยง จะขึ้นเครื่องบินก็เสี่ยง จะนั่งเรือ จะทำธุรกิจการค้าก็เสี่ยง ในเมื่อมีความเสี่ยงก็ต้องลดความเสี่ยง สำหรับมุสลิมมีหลายระดับในการลดความเสี่ยง ระดับสำคัญของมุสลิมคือตะวักกุล (การมอบหมาย) การมอบหมายต่ออัลลอฮฺ จะลดความเสี่ยง เพราะประกันภัยจะไม่สามารถลดความเสี่ยงได้ หมายถึงว่ามันไม่สามารถลดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย คือมันไม่สามารถลดความหายนะ ความเจ็บป่วย ความตายของมนุษย์ทั้งหลายได้ ไม่มีใครที่ทำประกันภัย ประกันชีวิตแล้วไม่ป่วย ไม่ตาย  ลดความเสี่ยงทางการประกันจะหมายถึงว่ามีการชดเชย การชดเชยจะเอื้อความสะดวกบางประการเท่านั้น แต่ตะวักกุลจะลดความเสี่ยงในด้านความสุขที่อาจเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา ถ้าประสบอุบัติเหตุและไม่มีค่าชดเชยแต่มีความสบายใจ อันนี้บริษัทประกันภัยทำไม่ได้ มันสำหรับผู้ศรัทธาเท่านั้น เช่นพอรถชน ไม่มีใครมาทำประกันภัยให้แต่ทำใจได้ ถึงแม้ว่าจะเสียหาย จะขาดทุน แต่ทำใจได้ สบายใจ แต่สำหรับคนที่ไม่มีศรัทธาตรงนี้นึกว่าการที่จะมีสัญญาประกันมันจะเป็นสิ่ง ที่ทำให้เราสบายใจ แต่ใช่เช่นนั้นไม่

ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใดในการเรียนรู้ รู้เขาและรู้เรา แต่ต้องรู้เราก่อนว่าอิสลามบอกไว้อย่างไร และรู้เขาว่านำเสนออะไรให้เรามาใช้ในชีวิตแล้วมันถูกต้องตามหลักการอิสลาม หรือไม่

ประกันกันภัยมี 2 ระบอบ คือ

1.ประกันภัยระบอบสากล ซึ่งมีกระบวนการ มีรายละเอียด และมีต้นกำเนินจากตะวันตก ไม่ได้เกิดจากประเทศมุสลิม ไม่ได้เกิดจากกฎหมายอิสลาม
2. ประกันภัยระบอบอิสลาม(ชาริอะฮฺ) ซึ่งการประกันภัยชาริอะฮฺนี้ก็เปรียบเสมือนบุตรบุญธรรมของระบอบสากล รูปแบบประกันภัยชาริอะฮฺนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ ในกรอบของอิสลาม แต่ในรายละเอียดยังไม่ใช่หลักการของศาสนาทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ

นักเศรษฐศาสตร์มักจะบอกว่าธุรกิจที่ ลงทุนน้อยทีสุดแต่ผลกำไรมากที่สุดคือเกมส์ประกันภัย ทุนของบริษัทประกันภัยจะมาจากงบประมาณของประชาชนที่ชำระค่างวดประกันภัย งบส่วนหนึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายและมีส่วนหนึ่งที่ใช้จ่ายเป็นค่าชดเชย ซึ่งสัดส่วนระหว่างค่าชดเชยกับค่าใช้จ่ายนั้นเป็นเท่าไหร่?
ผู้เชี่ยวชาญ ด้านประกันภัยคนหนึ่งชาวเยอรมันบอกว่าค่าใช้จ่ายของบริษัทประกันภัยไม่ใช่ เป็นที่ธรรมดา บริษัทประกันภัยใช้งบทางด้านโฆษณาอย่างมหาศาล ลองสังเกตการโฆษณาของบริษัทประกันภัยตามสื่อต่างๆ ตามท้องถนนซึ่งมีอย่างมากมาย  ซึ่งนักวิชาการคนดังกล่าวบอกว่างบประมาณที่เอาไว้จ่ายเป็นค่าชดเชยนั้นมีไม่ ถึง 2.5 %
บริษัทประกันภัยชาริอะฮฺต่างๆนั้นก็ไม่ได้ทำกิจการเพื่อฟีซะบี ลิลลาฮฺ เป็นบริษัทที่ต้องการแสวงหากำไรให้ได้สูงๆในตลาด จนทุกประเทศต้องมีหน่วยงานควบคุมทางด้านการประกันภัยเพื่อกำหนดอัตราที่ เหมาะสมให้กับบริษัทประกันภัย

ประวัติของเรื่องการประกันภัยนั้น บางคนบอกว่าเกิดขึ้นเมื่อ 6 ศตวรรษที่แล้วในยุโรปที่ประเทศอิตาลี  สัญญาประกันอัคคีภัยเกิดขึ้นในอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1666  และสัญญาประกันภัยที่เป็นรูปแบบบริษัทครั้งแรกที่อังกฤษ ในปี ค.ศ. 1699 โดยได้ก่อตั้งหลังจากรัฐบาลมีรายละเอียดข้อมูลทางสถิติ มีการจัดทำตารางมรณะ ทำให้รู้รายละเอียดของการเกิดอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยต่างๆ โดยเป็นการใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ทางสถิติมาจัดการกับข้อมูลอุบัติภัยต่างๆ ก็คือได้นำเอาหลักการที่เรียกว่า “กฎของจำนวนมาก”มาใช้ซึ่งก็จะมีความเกี่ยวข้องกับทฤษฎีความน่าจะเป็น โดยเป็นการคาดการณ์โอกาสของการที่จะเกิดความสูญเสีย เกิดอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยต่างๆ  ทำให้มีความสามารถในการคาดเดาเหตุกาณ์ในอนาคตได้ เช่นในรอบ 50 ปี จะมีคนตายประมาณกี่คน คนบาดเจ็บประมาณกี่คน  คนส่วนมากจะเสียชีวิตด้วยโรคอะไร เป็นต้น  ซึ่งในปัจจุบันบริษัทประกัน จะมี “นักคณิตศาสตร์ประกันภัย” ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษากับบริษัทโดยใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์ และสถิติในการวิเคราะห์และประมาณการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ได้แก่ การตาย การเจ็บป่วย การบาดเจ็บซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนในอนาคต

มีนัก วิชาการศาสนาชื่อ ดร.สุไลมาน บิน อิบรอฮีม บิน ซีนิยาน เป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยในซาอุดิอาระเบียفـي فرع جامعة الإمام محمد بن سعود الإسلامية بالقصيم ได้ไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาได้ศึกษาเรื่องการประกันภัย
แม้แต่ นักวิชาการตะวันตกเองก็ยังต่อต้านระบอบประกันภัย โดยถือว่าเป็นระบอบที่สร้างความหายนะให้แก่มนุษยชาติ ได้ไปทำงานวิจัยในประเทศตะวันตก ผลสำรวจความเห็นของประชาชนต่อข้อถามที่ว่า เหตุใดท่านจึงทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย ?  ผลปรากฏว่า 58 % บอกว่า “เห็นคนอื่นทำกันเราจึงทำด้วย”  แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของการโฆษณาหรือกระแสที่บริษัทประกันภัยได้สร้างกับ สังคม บริษัทประกันภัยนี่ล่ะที่สร้างความเสี่ยง ความวิตกกังวลให้กับประชาชน เพื่อกดดันความรู้สึกของประชาชนให้ไปสมัครทำสัญญากับบริษัทประกันภัย

ดร.สุ ไลมานบอกว่า อันที่จริงสิ่งที่เราต้องศึกษาเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยคือกระบวนการการทำ งานของบริษัทเหล่านี้ เพราะมีนักวิชาการชาวเยอรมันที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยชื่อว่า  นาที39  กล่าวว่า บริษัทประกันภัยส่วนมากได้ปิดบังกระบวนการทำงานของบริษัทกับประชาชน  ดร.สุไลมานได้บอกว่า สิ่งที่จะบ่งชี้ถึงเจตนาของบริษัทประกันภัยคือ


1.เงื่อนไขของบริษัทประกันภัย
ผลการศึกษาปรากฏว่าบริษัทประกันภัยเกือบทั้งหมดมีเงื่อนไขอยู่ 2  ประเภท คือ   

1.1 เงื่อนไขที่ระบุในสัญญา คือสัญญาที่ผู้ทำประกันได้รับจากบริษัทเมื่อทำสัญญา
1.2 เงื่อนไขที่ไม่ถูกเปิดเผย  ซึ่งเป็นกติกาที่ผู้บริหารรู้กันภายในเพื่อไม่ให้มีการชดเชยความเสียหาย โดยเมื่อถึงอัตราความเสี่ยงที่บริษัทไม่สามารถยอมรับได้  ที่ทำให้บริษัทเกิดความขาดทุน หรือไม่สามารถดำรงกิจการอยู่ได้ บริษัทประกันจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทน

2.เป้าหมายของบริษัทประกันภัย
ซึ่งก็คือผลกำไร คนทั่วๆไปเมื่อพูดการประกันภัยจะนึกถึงความปลอดภัย ความสบายใจ ถ้าเราศึกษาจะพบว่าอัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า มนุษย์นั้นอยู่ภายใต้พระเมตตาของอัลลอฮฺ และในขณะที่ท่านนบี ก็บอกว่า ”จงกล่าวดุอาอฺยามเช้าและยามเย็นและเจ้าจะไม่ประสบโรคประสบภัย” มีหะดีษมากมายที่ท่านนบี ได้สอนไว้  ถ้าเราปฏิบัติตามนั้นเราจะไม่รู้สึกปลอดภัยเชียวหรือ ?

บริษัทประกัน ภัยไม่ได้ทำเพื่อมนุษยชาติหรือช่วยเหลือสังคมแต่อย่างใด ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ก็เป็นยิวที่กระหายเงิน เค้าไม่ได้ตั้งบริษัทเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสังคมโลกแต่อย่างใด

ดร.สุไลมานบอกว่า บรรดาบริษัทประกันภัยทั้งหมดรวมทั้งบริษัทประกันภัยชาริอะฮฺ ล้วนแล้วแต่ตั้งเป้าหมายคือผลกำไรทั้งสิ้น ในขณะที่ฟัตวาของบรรดาอุละมาอฺที่อนุโลมให้ตั้งบริษัทประกันภัยนั้น จะต้องไม่มีเป้าหมายที่จะแสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเศรษฐศาสตร์อิสลามที่เราต้องจดจำไว้   ในอิสลาม อะไรที่เป็นธุรกิจก็คือธุรกิจ อะไรที่เป็นการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือสงเคราะห์ แสวงบุญ ก็ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน การขอกู้เงินก็ถือเป็นการช่วยเหลือแต่ทำไมถึงต้องดึงมาเป็นธุรกิจให้มีการ คิดดอกเบี้ย

ประกันภัยก็เช่นกันถือว่าเป็นการช่วยเหลือ เมื่อพี่น้องประสบอุบัติภัย แต่ทำไมถึงนำมาเป็นธุรกิจ
จะสังเกตได้ว่า การโฆษณาต่างๆ ของบริษัทประกันภัยจะสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้ถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แถบทั้งสิ้น

ใน ยุคเราไม่เคยที่จะได้สัมผัสการปกครองแบบอิสลาม จึงไม่ทราบถึงความเจริญรุ่งเรือง ความสุขของชีวิตที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบอิสลาม เราจึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ถ้าไม่มีบริษัทประกันภัยแบบสากล สังคมจะสามารถที่จะสร้างระบบประกันภัยที่ถูกต้องได้อย่างไร แต่เราแค่เห็นว่าบริษัทประกันภัยช่วยเหลือสังคม เราก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่เราไม่ได้มองว่า ถ้าอิสลามมาปกครองล่ะ! การช่วยเหลือกันทางสังคมจะเป็นอย่างไร และการสร้างนิสัยและวินัยของประชาชนจะเป็นอย่างไร

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการประกันภัยชาวตะวันตกได้บอกว่า การประกันภัยทำลายอุปนิสัยของประชาชนได้ระดับนึง

3. สัญญาประกันภัย : ระหว่างข้อเท็จจริงกับภาพลวง
มี สถิติที่ประเทศเยอรมัน พบว่าจากการเกิดอุบัติเหตุ 1 ล้านราย โดยมีสัญญาประกันภัย แต่ที่ได้รับการชดเชยค่าสินไหมทดแทนมีเพียง 2.9 % เท่านั้น ส่วนรายอื่นๆอยู่นอกเหนือสัญญา บริษัทจึงไม่ต้องรับผิดชอบ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1029


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 13:14:23 »

ส่วนผู้สนับสนุนระบอบประกันภัยกล่าวว่า ระบอบประกันภัยมีประโยชน์คือ

1.เพื่อเป็นการระดมทุนจากประชาชน  ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่ทุนของประชาชนจะต้องนำมารวบ รวมให้เป็นประโชน์สูงสุด ในขณะที่ระบอบเศรษฐศาสตร์แบบอิสลามจะกระตุ้นให้ประชาชนรายบุคคลร่วมมือกันทำ ธุรกิจด้วยต้นทุนของตัวเอง แต่ของตะวันตกประชาชนจะเสียเวลายุ่งอยู่กับการฝากเงิน แต่เงินนั้นกลับไปอยู่ที่กลุ่มผู้มีอำนาจระดับสูง ที่สามารถออกกฎหมาย ตั้งบริษัท บริหารจัดการ ควบคุมทุกอย่างในสังคม แต่เศรษฐศาสตร์อิสสามจะไม่อิทธิพลเหนือกว่ากฎหมายอิสลามแต่อย่างใด

2.กระตุ้นเศรษฐกิจ   เพื่อให้องค์กรต่างๆมีผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นเพราะการประกันภัย บริษัทประกันภัยจะมีส่วนร่วมที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความสมดุล
 
3.ประกันอันตรายหรือลดความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทหรือโรงงานต่างๆ

4.สร้างความปลอดภัยหรือสร้างความอบอุ่น ให้กับประชาชน

แต่นักวิชาการศาสนา ดร.สุไลมานบอกว่า ผลเสียของระบบประกันภัยมีอยู่ 10 ประการ แต่ในที่นี้ขอสรุปมาเพียง 4ประการ
1.เป็นการกระทำที่ผิดหลักการศาสนา ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างมหันต์

2.การประกันภัยถือเป็นความขาดทุนของเศรษฐกิจบ้านเมือง ซึ่งประโยชน์ที่กลับคืนสู่ประชาชนมีเพียงเล็กน้อยมากแต่ผลกำไรส่วนมากกลับตกอยู่ผู้บริหาร

3.เป็นการดึงดูดเงินของประชาชนออกนอกประเทศ แม้กระทั้งบริษัทประกันภัยชาริอะฮฺ ก็ไม่สามารถให้บริการเกี่ยวกับการประกันภัยเพราะงบประมาณมีจำกัด บริษัทต้องเอาเงินออกไปเล่นหุ้นกับต่างประเทศ ซึ่งเงินก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในบ้านเมือง ในสังคมแต่อย่างใด มีอุละมาอฺได้ให้แง่คิดว่ากับผู้ที่จะซื้อหุ้นบริษัทประกันภัยถึงแม้จะเป็น บริษัทประกันภัยชาริอะฮฺก็ตามต้องระวัง ในด้านทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทจะต้องมีอยู่ 50% ถึงจะซื้อได้ แต่ถ้าต่ำกว่า 50% ซื้อไม่ได้ เพราะทรัพย์สินของบริษัทประกันภัยมีแต่เงิน ต้องพิจารณาถึงทรัพย์สินที่มีอยู่จริง ไม่อย่างนั้นจะเข้าข่ายซื้อเงิน ซึ่งอุละมาอฺบอกว่ามีความเสี่ยงอาจเป็นดอกเบี้ยได้

4. ทำให้โครงสร้างของผลิตต่างๆล้มเหลว
เพราะ ประเทศบางประเทศบังคับว่าโครงการต่างๆต้องทำประกันภัย เช่นทำประกันภัยให้พนักงาน ทำให้โรงงานของประเทศกำลังพัฒนาเดือนร้อน ทั้งๆที่ประเทศเหล่านั้นยังไม่ได้มีความเสี่ยงต่างๆเช่นเดีนวกับประเทศที่ พัฒนาแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผลดีและผลเสียแล้ว บริษัทประกันภัยก่อให้เกิดผลเสียกับประชาชนมากกว่าผลดี และเมื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในอียิปต์ เยอรมันและประเทศในยุโรปหลายๆประเทศรวมถึงอเมริกาด้วย ปรากฏว่า
55 % บอกว่า ”การประกันภัยมีผลเสียมากกว่าผลดี”
25 % บอกว่า “การประกันภัยมีแต่ผลเสียไม่มีผลดี”
15 % บอกว่า “การประกันภัยมีผลดีเท่ากับผลเสีย”
5 %   บอกว่า “การประกันภัยมีผลดีมากกว่าผลเสีย”

ฟัต วาที่เกี่ยวกับการประกันภัยเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกมุสลิม เมื่อปี ค.ศ. 1978  ชัยคฺ อัลลามะฮฺ มุฮัมมัด อะมีน บิน อาบิดีน เป็นอุละมาอฺมัซฮับฮะนาฟี ได้ศึกษาจานักธุรกิจมุสลิมที่ทำธุรกิจรอบโลก โดยเวลาที่เรือจะเทียบท่าต่างๆในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น จะถูกบังคับให้ทำสัญญาประกันภัย ประเทศที่ขะมักเขม้นในเรื่องนี้คือประทศฝรั่งเศส  นักธุรกิจเลยมาถามท่านว่า سكيوريتيه คืออะไร ?
"سوكره" มาจากคำว่า   sécurité  ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็แปลว่า security  ในภาษาอังกฤษ
ท่านอัลลามะฮฺบอกว่า ถ้าทำสัญญาก็ถือว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ หมายถึงว่า ทางศาสนาไม่รับรอง…
คงต้องเพิ่มเติมค่ะ
وأشتهر عند المسلمين باسم "سوكره"، فقال فيه ابن عابدين لما سئل عن حكمه: "إذا عقد في بلد إسلامي كان عقد معاوضة فاسد لا يلزم الضمان به لأنه التزام مالا يلزم شرعاً وهو باطل عند الأحناف

สิ่งที่อุละมาอฺฟัตวาถึงความเสียหายในรูปแบบประกันภัยสากลคือ

1.  เฆาะร็อรฺ (غَرر ) คือความคลุมเครือหรือความไม่แน่นอน ในสัญญาซื้อขายประกัน เนื่องจากการเป็นสินค้าและราคาของประกันชีวิตนั้นถือว่าไม่ชัดเจนและมีความ คลุมเครือตามหลักการซื่อขายในอิสลาม ผู้ซื้อและผู้ขายประกันชีวิตไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งสองฝ่ายว่าจะได้รับและ ส่งมอบประกันชีวิตได้เมื่อใด เพราะผู้ซื้อหรือผู้รับประโยชน์และผู้ขายประกันไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า เหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด เป็นการซื้อขายที่วางอยู่บนเงื่อนไขของเวลาและเหตุการณ์ในอนาคต นอกจากนี้จำนวนของหลักประกันที่บริษัทฯจะทำการชดเชยให้ และที่มาของเงินชดเชยที่มีมูลค่ามหาศาลยังอาจจะก่อให้เกิดปัจจัยของความคลุม เครือได้อีกด้วย   
ตามหลักศาสนาสัญญาซื้อขายจะต้องมีความชัดเจนแน่นอน จะให้แค่ไหน เมื่อไหร่
ยกตัวอย่างเช่น จะซื้อขายปลาแต่ปลายังอยู่ในบ่ออยู่นั้นถือว่าใช้ไม่ได้

2.มัยสิร (مَيْسِر ) คือการพนันหรือเกมแห่งโอกาส ตามทัศนะของนักวิชาการการประกันภัยสากลมีองค์ประกอบของการพนันหรือเกมแห่ง โอกาสที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ธุรกิจที่ผลกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับโชค โอกาส หรือความน่าจะเป็น ถือได้ว่าเป็นธุรกิจการพนัน (นักวิชาการอิสลามมีความเห็นว่าเงินชดเชยที่ได้รับจากการทำธุรกรรมทางการ เงินที่มีองค์ประกอบของความคลุมเครือจะนำไปสู่การเกี่ยวข้องกับการพนัน)

3.อัรริบาอฺ (الْرِّبَا) คือดอกเบี้ย และรายได้จากการลงทุนในธุรกิจที่ขัดกับหลักศาสนา ได้แก่การที่บริษัทประกันมีรายได้จากการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย และรายได้จากการลงทุนในธุรกิจที่ขัดกับหลักการและศีลธรรมทางศาสนา เช่น ธุรกิจผลิตสุรายาเมา ธุรกิจอาบอบนวด ธุรกิจผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกร ธุรกิจการพนัน ฯลฯ

จากการประชุมของอุละมาอฺระดับโลกเมื่อปี 1398 ได้บอกว่าทั้งสามข้อดังกล่าวข้างต้นทำให้การประกันภัยเป็นสิ่งหะรอม และได้มีการประชุมกันอีกครั้ง ที่….. ในปี1406 อุละมาอฺได้บอกว่าการทำสัญญาประกันภัยแบบสากลนั้นทำไม่ได้แต่ได้เรียกร้อง ให้มีการทำประกันภัยชาริอะฮฺ  อุละมาอฺในซาอุได้อนุโลมให้ทำประกันภัยชาริอะฮฺโดยอ้างหลักฐานจากกุรอานที่ อัลลอฮฺ บอกว่าให้มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน    และจากบันทึกอิม่ามบุคอรียฺ ที่ว่ามีชนเผ่าหนึ่งจากเยเมน ……
قال رسول الله صلى الله عليه وسلم :
إن الأشعريين إذا أرملوا في الغزو ، أو قل طعام عيالهم بالمدينة ، جمعوا ما كان عندهم في ثوب واحد ، ثم اقتسموه بينهم في إناء واحد بالسوية ، فهم مني وأنا منهم

อุละมาอฺได้สรุปว่ามี 3 ประการสำคัญที่เราพิจารณาคือ

1.ต้องมีข้อตกลงระหว่างกลุ่มที่ต้องการทำประกันภัย

2.ต้องไม่มีการกำหนดอัตราชำระที่ตายตัวของทุกคนที่จะร่วมในการประกันภัย 

ในขณะที่สัญญาประกันภัยแบบสากลจะบังคับค่างวดตายตัวในการจ่ายเบี้ยประกันภัย ไม่มีเท่านี้
ก็ ไม่สามารถทำสัญญาได้  ถ้าสมมติว่าคนป่วยหนักต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก บริษัทประกันภัยก็จะไม่รับทำประกัน  ทั้งๆที่ตะกาฟุลแปลว่าช่วยเหลือแต่ข้อบกพร่องของประกันภัยชาริอะฮฺปัจจุบัน คือยังตามรูปแบบตะวันตก

3. ต้องไม่มีการแสวงกำไร

   สรุปหลักการประกันภัยในอิสลามขึ้นอยู่กับ

1.   ความศรัทธา
2.   การช่วยเหลือ
3.   บริจาค  ( ตะบัรรุอ )
4.   การมอบหมาย(ตะวักกุล)
5.   การอนุเคราะห์

ดร.สุไลมานได้สรุปว่ารูปแบบการบริหารระหว่างตะกาฟุลกับสากลไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย ในด้านการบริหารต่างๆ

และ ในมุมมองของผู้บรรยาย (เชคริฎอ อะหมัด สมะดี)  ไม่อยากให้ข้อสรุปว่าบริษัทฟินันซ่าชาริอะฮฺมีข้อห้ามที่ไม่อนุญาตให้เข้า ร่วมโดยเด็ดขาด แต่ขอนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เกิดการพิจารณา  ซึ่งมีหลายอย่างที่ยังไม่ชัดเจนนัก เช่น การแบ่งสัดส่วนระหว่างเงินบริจาคกับที่นำมาเงินสะสมทรัพย์ (มุฎอรอบะฮฺ) ในบัญชีเงินสะสมทรัพย์ (มุฎอรอบะฮฺ) และสิ่งที่เกี่ยวกับการจำแนกความเสี่ยงภัย1   ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แบ่งแยกกลุ่มคนออกเป็นกลุ่มๆ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างที่ควรจะเป็น อิสลามมีรูปแบบที่ดีมากกว่านั้น  เราสามารถสร้างกลุ่มตะกาฟุลที่ถูกหลักการได้ อาจจะเริ่มจากการเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความใกล้ชิดกัน  ใครมีเงินสมทบแค่ไหนก็แค่นั้น  ซึ่งดีกว่ารูปแบบของบริษัทใหญ่ๆ ที่มักจะแสวงผลกำไร  เนื่องจากมีต้นทุนในการบริหารจัดการมาก จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่พวกเรามุสลิมต้องพิจารณาให้มาก


1อ้าง อิง จากหนังสือคู่มือตะกาฟุล หน้า 14 บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด มีการจำแนกสมาชิกตะกาฟุลออกเป็นกลุ่มๆ ระดับความเสี่ยงภัย ดังนี้

ภัยมาตรฐาน หมายถึง ผู้ที่มีอัตรามรณะเฉลี่ยอยู๋ในเกณฑ์ปกติหรือมาตรฐาน เช่น อาชีพปกติ สุขภาพปกติ บริษัทฯ สามารถรับเป็นสมาชิกตะกาฟุลได้ในอัตราเงินสมทบตะกาฟุลมาตรฐานของบริษัทฯ

ภัยสูกว่าปกติ หมายถึง ผู้ที่มีอัตรามรณะเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐานโดยที่บริษัทฯ ยังสามารถรับประกันได้ที่อัตราเงินสมทบตะกาฟุลสูงกว่ามาตรฐานของบริษัทฯ  ซึ่งเงินสมทบตะกาฟุลส่วนเพิ่มจะมี 2  ประเภท คือ เพื่อเนื่องจากอาชีพและเพิ่มเนื่องจากสุขภาพ

ภัยที่ไม่สามารถรับประกันได้ หมายถึง ผู้ที่มีอัตรามรณะเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐานเกินกว่าที่บริษัทฯสามารถรับประกัน ได้หรือยัวไม่สามารถรับประกันภัยได้ในขณะนี้ เช่น ปัญหาสุขภาพ ภัยทางด้านศีลธรรมหรืออาชีพ ที่มีความเสี่ยงสูงมากๆเป็นต้น


เรียบเรียงจากการบรรยายเรื่อง
การประกันภัยชรีอะฮฺ (ตะกาฟุล) คืออะไร ?
โดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

------
*คัดลอกจากบอร์ดเก่า จากการนำเสนอของสมาชิกที่ใช้ชื่อว่า "Nureeyah"
http://www.iqraforum.com/oldforum1/www.iqraonline.org/forum/index6826.html?topic=1446.0
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1029


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 17:24:35 »

อ้างถึง
ดร.สุไลมานได้สรุปว่ารูปแบบการบริหารระหว่างตะกาฟุลกับสากลไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย ในด้านการบริหารต่างๆ

สรุปคือ ตะกาฟุลกับการประกันภัยเชิงธุรกิจไม่มีความแตกต่างกันมากในสารัตถะการบริหาร

ใครมีความคิดเห็นหรือข้อมูลจะเสริมบ้าง ?

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
อบู อับบาส
Hold Dunya with your hands not your heart
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 223


อยากจะเป็นคนๆ นั้น


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 18:51:46 »

มีครับ รอแป่บนึงละกัน
ขอทำธุระก่อน  Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

++ เราจะหวังเงินเดือนได้อย่างไร หากไม่ทำงาน ++
== เราจะหวังรางวัลได้อย่างไรหากไม่ทำดี ==
อบู อับบาส
Hold Dunya with your hands not your heart
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 223


อยากจะเป็นคนๆ นั้น


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 11:29:09 »

มาตามสัญญาแล้วครับ

ตามบทความข้างต้น เป็นการอธิบายระบบตะกาฟุลในปัจจุบันที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วครับ

แค่อยากมาเสริมแล้วเอารูปมาลงเพื่อความเข้าใจเฉยๆ

ตะกาฟุล التكافل จริงๆ คือการการช่วยเหลือกันในรูปแบบของกลุ่ม
เช่น ในหมู่บ้านที่ทำการเกษตร มักจะประสบปัญหาน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติบ่อยๆ ก็ทำการร่วมกลุ่มกัน เพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อการช่วยเหลือขึ้นมาอันนึง
โดยทุกคนจะลงขันกันในกองทุนนี้ (จะเท่ากันหรือไม่ อยู่ที่ตกลงกัน) เมื่อใครเกิดอันตราย น้ำท่วมไร่นา ก็จะมาแจ้งกับกองทุน แล้วกองทุนนี้ก็จะช่วยเหลือในสิ่งที่เสียหายไป เป็นต้น


ในรูป นาย A B และ C ร่วมลงขัน เพื่อเป็นกองทุนตะกาฟุล เมื่อมีใครเดือดร้อน กองทุนก็ให้เป็นการช่วยเหลือ (คล้ายสหกรณ์)

ทีนี้ สมมติ ว่ากองทุนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องหาคนมาดูแลจัดการเงินก้อนนี้ ตรงจุดนี้แหละ ธุรกิจประกันภัยสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น

แต่การทำธุรกิจประกันภัยจะกลับหัวนิดนึงคือ การตั้งกองทุนไม่ได้มาจากรากหญ้า หรือ ตัวคนทั่วๆ ไป แต่มาจากบริษัทหรือกลุ่มคนที่แลเห็นช่องทางการทำกำไรจากเงินก้อนโตก้อนนี้ จึงเปิดบริษัทประกันขึ้น และทำข้อเสนอและโฆษณาโดนใจ เพื่อดึงเงินในกระเป๋าคุณๆ ทั้งหลายออกมา (โดยเฉพาะคนที่กินเงินบำเหน็จบำนาญ) โดยบอกว่าเป็นการออมที่ได้ผลตอบแทนตามการเสียหายที่เกิดขึ้น (มะเร็ง โรคหัวใจ กินได้หมด เ้ค้าว่างั้น) หากตายก็จะได้ก้อนโต

ข้อที่เห็นเด่นชัดเลยก็คือ บริษัทประกันเหล่านี้ ไม่บอกท่านหรอกว่าจะเอาเงินท่านไปทำอะไร กำไรได้เท่าไหร่ก็ไม่บอก แต่แค่บอกท่านว่าท่านจะได้เท่านี้เท่านั้น (ดูเป็นการหลอกลวง ปิดบังซ่อนเร้นมั้ย) นี่แหละเป็นตัวที่บอกว่า ธุรกิจประกันเป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม

มาดู ตะกาฟุลบ้าง ตะกาฟุลในปัจจุบัน ลอกแบบแปลนมาจาก ธุรกิจประกันภัย แต่มีการปรับแต่ง ปรับปรุงในสอดคล้องกับหลักการอิสลาม มีการบอกชัดว่านำเงินกองทุนไปทำอะไร จ่ายยังไง



ในรูปจะเห็นว่า AIB (islamic) ได้เข้ามาดูแลกองทุนนี้ แทน นาย A B C โดยแบ่งเจ้ากองทุน Tabarru' ออกเป็น 2 กองทุน คือ T1 และ T2 โดย T1 กันไว้จ่ายแก่ นาย A B C ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วน T2 เอาไปลงทุนให้ เนื่องจากเงินจำนวนมากนี้เก็บไว้เฉยๆ มันไม่ก่อประโยชน์ AIB จึงนำไปลงทุนในธุรกิจที่ฮะล้าลให้ เมื่อมีกำไร ก็แบ่งสันปันส่วนให้แก่เจ้าของเงิน

เสร็จสรรพ ถูกต้องทุกอย่าง

ทีนี้ คำถามคือ AIB (islamic) ได้อะไร?
1.ได้ช่วยเหลือพี่น้อง  Grin



2.AIB (islamic) ก็จะได้ ค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ตัวแทนตรงนี้ โดยดึงออกจากกองทุน ตามความเห็นชอบของสมาชิกกองทุน



3.AIB (islamic) ก็จะได้ ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนด้วย โดย AIB ต้องลงขันในกองทุนก่อน ส่วนค่าตอบแทนอื่นๆ นั่น ก็แล้วแต่ตกลงกัน

เหล่านี้ คือ โมเดล การทำธุรกิจ ตะกาฟุล คร่าวๆ ครับ
ธุรกิจตะกาฟุลทำได้ครับ หากทำให้สอดคล้องกับหลักการจริงๆ

ส่วนในความจริงที่บริษัทตะกาฟุลทำอยู่นั้น มีข้อติงอยู่หลายข้อเหมือนกัน ไว้จะมาต่อคราวหน้านะครับ


ระบบการเงินคู่ขนานของมาเล
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

++ เราจะหวังเงินเดือนได้อย่างไร หากไม่ทำงาน ++
== เราจะหวังรางวัลได้อย่างไรหากไม่ทำดี ==
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1029


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 12:03:17 »

อ้างถึง
ในรูปจะเห็นว่า AIB (islamic) ได้เข้ามาดูแลกองทุนนี้ แทน นาย A B C โดยแบ่งเจ้ากองทุน Tabarru' ออกเป็น 2 กองทุน คือ T1 และ T2 โดย T1 กันไว้จ่ายแก่ นาย A B C ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วน T2 เอาไปลงทุนให้ เนื่องจากเงินจำนวนมากนี้เก็บไว้เฉยๆ มันไม่ก่อประโยชน์ AIB จึงนำไปลงทุนในธุรกิจที่ฮะล้าลให้ เมื่อมีกำไร ก็แบ่งสันปันส่วนให้แก่เจ้าของเงิน

A,B,C มอบเงินให้กับ AIB (บริษัทปตะกาฟุล) ซึ่งการมอบให้ ณ ตรงนี้คือการตะบัรฺรุอฺ (ตะบัรฺรุอฺมีหลายประเภท แต่การตะบัรฺรุอฺกรณีนี้คือการฮิบะฮฺ - การมอบให้)

ทำไมการมอบเงินตรงนี้ถึงต้องเป็นแบบตะบัรฺรุอฺ ?
การประกันโดยทั่วไป (เชิงธุรกิจ) การมอบเงินตรงนี้จะเป็นการซื้อขาย (ฉะนั้นเขาจึงเรียกว่าซื้อประกัน/ขายประกัน) เป็นการซื้อขายเงิน กล่าวคือ เราจ่ายเงินให้บริษัท และเมื่อเกิดเหตุบริษัทก็จะจ่ายเงินให้กับเรา

จากจุดนี้ จะเห็นว่า "ดอกเบี้ย" เข้ามามีบทบาทแล้ว เพราะจำนวนเงินที่บริษัทให้มาเมื่อเกิดเหตุ อาจจะมากหรือน้อยกว่าจำนวนเงินที่เรามอบให้กับบริษัท และยังมีปัญหาเรื่อง "พนัน" เพราะจะได้รับเงินเมื่อไรก็ไม่รู้ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันของไทยก็ยอมรับว่ามันมีส่วนคล้ายคลึงกับพนัน)

เพื่อเลี่ยงปัญหา "ดอกเบื้ย" และ "พนัน" ตะกาฟุลเลยแก้ปัญหาตรงนี้ โดยเปลี่ยนการทำสัญญาจากการซื้อขาย เป็นการตะบัรฺรุอฺ
เมื่อเราตะบัรฺรุอฺ กรณีดอกเบี้ย และ พนัน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะการตะบัรฺรุอฺไม่มีทางที่จะมีเรื่องดอกเบี้ยและพนัน

ตรงนี้แหละที่มีปัญหา...กล่าวคือ การตะบัรฺรุอฺคือการมอบให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ถ้ามอบให้และมีผลตอบแทน เขาไม่เรียกว่าตะบัรฺรุอฺ แต่เีรียกว่าการซื้อขาย (เราให้เงินแก่เจ้าของร้าน  เจ้าของร้านมอบสิ่งของให้เรา)

ฉะนั้นการที่จะเลี่ยงจากการทำสัญญาซื้อขายเป็นตะบัรฺรุอฺ มันเป็นแค่นามธรรม แต่จริง ๆ มันก็คือการซื้อขาย เพราะผู้ที่ตะบัรฺรุอฺก็ได้รับค่าตอบแทนเหมือนการทำประกันเชิงธุรกิจ

บางทัศนะในมัซฮับอัช-ชาฟิอีย์ ถือว่า การมอบให้โดยมีการตอบแทน ถือว่าเป็นสัญญาที่โมฆะ
ส่วนมัซฮับอื่น ถือว่า การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการมอบให้ แต่เป็นการซื้อขาย

นี้คือปัญหาครับ และเป็นปัญหาด่านแรกเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1138


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 12:08:11 »

อยากให้อบู อับบาส ช่วยชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการจัดสรรเงินประกันแบบเลขคณิตด้วย ว่าจริงๆแล้วกองทุนตะกาฟุลเขาคิดกันแบบไหน ต่างกันอย่างไรกับทฤษฎีการคิดของบริษัทประกันทั่วๆไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อบู อับบาส
Hold Dunya with your hands not your heart
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 223


อยากจะเป็นคนๆ นั้น


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 15:10:13 »


ฉะนั้นการที่จะเลี่ยงจากการทำสัญญาซื้อขายเป็นตะบัรฺรุอฺ มันเป็นแค่นามธรรม แต่จริง ๆ มันก็คือการซื้อขาย เพราะผู้ที่ตะบัรฺรุอฺก็ได้รับค่าตอบแทนเหมือนการทำประกันเชิงธุรกิจ

บางทัศนะในมัซฮับอัช-ชาฟิอีย์ ถือว่า การมอบให้โดยมีการตอบแทน ถือว่าเป็นสัญญาที่โมฆะ
ส่วนมัซฮับอื่น ถือว่า การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการมอบให้ แต่เป็นการซื้อขาย

นี้คือปัญหาครับ และเป็นปัญหาด่านแรกเลย

ใช่ครับผม
ข้อบกพร่องเรื่อง ฮิบะฮฺ ก็เป็นอีกอันนึง
บริษัทตะกาฟุลในไทย บอกว่า ส่วนเกินที่ลูกค้าได้รับเนี่ย เป็นฮิบะฮฺ
แต่การจั่วหัวว่า หากท่านจ่ายเบี้ยประกันเป้นงวดๆ เท่านั้น เท่านี้ สูงสุด 5 ปี ท่านจะได้ยอดทั้งหมดของท่าน บวกกับฮิบะฮฺที่ทางเราจะให้อีกเท่านั้นเท่านี้ --- ส่วนนี้ผิดเลยครับ ถือเป็นการเอาฮิบะฮฺมาจูงใจให้คนมาฝากเงิน เปรียบเสมือนการมอบเงินแล้วต้องการการตอบแทนอย่างที่อบิรว่าไว้ครับผม

อยากให้อบู อับบาส ช่วยชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการจัดสรรเงินประกันแบบเลขคณิตด้วย ว่าจริงๆแล้วกองทุนตะกาฟุลเขาคิดกันแบบไหน ต่างกันอย่างไรกับทฤษฎีการคิดของบริษัทประกันทั่วๆไป

ขอออกตัวครับว่า ไม่ได้รู้ลึกขนาดนั้น เพราะข้อมูลพวกนี้ จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราเป็นตัวแทนของเขา หรือทำธุรกิจกับเค้าครับ
แต่เท่าที่เรียนมา ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารอิสลามหรือบริษัทตะกาฟุล ล้วนแล้วแต่ใช้สูตรในการคำนวณ profit rate หรือการคิดค่าต่างๆ จากระบบดอกเบี้ยทั้งสิ้น

อย่างที่ในบทความที่ อบิร โพส ก็เคลียร์แล้วนะครับว่า มันเป้นลูกบุญธรรมของระบบดอกเบี้ยเค้า
ระบบการเงินอิสลามจริงๆ มันไม่ใช่แบบนี้หรอก
อิสลามเน้นการหมุนของเงิน เน้นภาคเศรษฐกิจจริง เน้นการสร้างงาน ไม่ใช่การเล่นหากำไรกับเงินอย่างที่ยิวเล่น
นบีสอนเราให้ใช้เงินให้หมุนไปในระบบ ไม่ให้กักตุน ห้ามดอกเบี้ย เงินหากเก็บไว้กับตัวก็ต้องเสียซะกาต เหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นแล้วว่า เงินในระบบอิสลามเป็นแค่สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ไม่ใช่ตัวสินค้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

++ เราจะหวังเงินเดือนได้อย่างไร หากไม่ทำงาน ++
== เราจะหวังรางวัลได้อย่างไรหากไม่ทำดี ==
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1029


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 16:12:54 »

อ้างถึง
บริษัทตะกาฟุลในไทย บอกว่า ส่วนเกินที่ลูกค้าได้รับเนี่ย เป็นฮิบะฮฺ

แม้แต่เงินต้นก็ตาม ทำไมลูกค้าถึงได้รับ ลูกค้าไม่ได้เอาเงินไปฝาก
แต่เอาเงินไปตะบัรฺรุอฺ

ถ้าอ้างว่าเป็นการ "มอบให้โดยมีเงือนว่าจะต้องได้รับค่าตอบแทน" แบบนี้ก็ไม่ใช่ตะบัรฺรุอฺแต่เป็นการซื้อขาย

ผมไม่เข้าใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ การทำสัญญากับตะกาฟุล มันมี 3 สัญญา คือ
- สัญญาตะบัรฺรุอฺ (มอบให้)
- สัญญามุฎอเราะบะฮฺ (ลงทุน)
- สัญญาวะกาละฮฺ -บิล อัจญ์รฺ- (มอบอำนาจโดยให้ค่าตอบแทน)

ไม่เข้าใจตรงสัญญามุฎอเราะบะฮฺกับสัญญาวะกาละฮฺว่า มันไปมีส่วนตอนไหน
หมายถึง หลังจากทำสัญญาตะบัรฺรุอฺแล้ว ก็ทำสัญญามุฎอเราะบะฮฺและวะกาละฮฺหรืออย่างไร ?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Abu-zubair
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 01:54:21 »

อัสลามอลัยกุม

น่าสนใจดีครับ..ว่าตกลงจะลงอะกัดไหนกัน? หรือ ลงสองอะกัดในเรื่องเดียว... มีฟัตวาของนักวิชาการที่ถูกยอมรับ และพิจารณา ของอะฮลุซซุนนะฮฺด้วยจะดีมากคั๊บ..
----------------------------------

อ้างถึง
บริษัทตะกาฟุลในไทย บอกว่า ส่วนเกินที่ลูกค้าได้รับเนี่ย เป็นฮิบะฮฺ

แม้แต่เงินต้นก็ตาม ทำไมลูกค้าถึงได้รับ ลูกค้าไม่ได้เอาเงินไปฝาก
แต่เอาเงินไปตะบัรฺรุอฺ

ถ้าอ้างว่าเป็นการ "มอบให้โดยมีเงือนว่าจะต้องได้รับค่าตอบแทน" แบบนี้ก็ไม่ใช่ตะบัรฺรุอฺแต่เป็นการซื้อขาย

ผมไม่เข้าใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ การทำสัญญากับตะกาฟุล มันมี 3 สัญญา คือ
- สัญญาตะบัรฺรุอฺ (มอบให้)
- สัญญามุฎอเราะบะฮฺ (ลงทุน)
- สัญญาวะกาละฮฺ -บิล อัจญ์รฺ- (มอบอำนาจโดยให้ค่าตอบแทน)

ไม่เข้าใจตรงสัญญามุฎอเราะบะฮฺกับสัญญาวะกาละฮฺว่า มันไปมีส่วนตอนไหน
หมายถึง หลังจากทำสัญญาตะบัรฺรุอฺแล้ว ก็ทำสัญญามุฎอเราะบะฮฺและวะกาละฮฺหรืออย่างไร ?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Ummu_Khair
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


~Islam Is Coming Back~


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 16:39:46 »

อัสลามูอลัยกุมวาเราะฮฺมาตุลลอฮฺวาบารอกาตุฮฺ

อัลฮัมดูลิลลาฮฺ อืม...วันนี้ขอมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยคน อินชาอัลลอฮฺ
คือว่ากำลังอ่านหนังสือสอบมิทเทอมเกี่ยวกับเรื่องตะกาฟุลอยู่พอดี เลยอยากนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเล็กๆน้อยๆในกระทู้นี้นะค่ะ ขออนุญาติต่อเติมข้อมูลข้างบนนะค่ะซึ่งเกี่ยวกับสัญญามุฎอรอบะฮฺในตะกาฟุลค่ะ

สัญญามุฎอรอบะฮฺในตะกาฟุลสามารถแบ่งออกเป็นสองแบบ คือ แบบแบ่งผลกำไรก่อนการจ่ายค่าประกันให้กับพี่น้องค่ะ (pure mudarabah) และอีกแบบหนึ่งก็คือแบบแบ่งกำไรหลังจากการหักค่าใช้จ่ายประกันภัยให้กับสมาชิกแล้ว (modified mudarabah) ในการทำสัญญามุฎอรอบะฮฺกับตะกาฟุลนั้นเราต้องรำลึกอยู่เสมอว่าสัญญาตะบัรรุอฺยังคงมีอยู่ในทุกๆสัญญา เพราะเป้าหมายแรกและดั้งเดิมของการมีตะกาฟุลนั้นก็เพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องสมาชิกที่ประสบภัยเดือดร้อนด้วยการช่วยกันบริจากเงินที่เราเรียกว่าตะบัรรุอฺนี้ขึ้นมาและการลงทุนของมุฎอรอบะฮฺ ไม่ใช่เป้าหมายแรกของการมีตะกาฟุลแต่มันเป็นแค่การใช้เงินไปในการลงทุนก่อนที่จะมีการชดใช้ให้พี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อน

ในสัญญามุฎอรอบะฮฺ (pure mudarabah)นี้เมื่อสมาสมาชิกหลายๆคนตกลงกันว่าจะลงขันกันเพื่อที่จะใช้ในการคุ้มครองหรือช่วยเหลือสมาชิกด้วยกันหากคนหนึ่งคนใดประสบกับภัยพิบัติ ซึ่งจากการลงขันจากหลายๆ คนในบรรดาสมาชิกก็ทำให้มีเงินก้อนหนึ่งขึ้นมา บริษัทตะกาฟุลขออาสาทำหน้าที่เป็นมุฎอริบคือลงแรงในการเอาเงินก้อนนี้ไปทำธุรกิจเพื่อให้ได้ผลกำไรมา ในระหว่างที่ไม่มีความเดือดร้อนของสมาชิกเพราะว่าถ้าไม่เอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนเงินก็จะไม่มีการหมุนเวียน อิสลามไม่สนับสนุนให้เงินนั้นถูกเก็บเอาไว้เฉยๆเพราะจะทำให้ไม่มีการพัฒนาทางด้านการลงทุนและการค้าที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ หลังจากการลงทุนถ้าได้กำไรมาก็จะมาแบ่งกันตามที่ตกลงกันไว้(แบ่งกำไรให้บริษัทตะกาฟุลก่อนในฐานะเป็นคนจัดการการลงทุน) หลังจากนั้นจึงค่อยหักค่าเดือดร้อนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่พี่น้องร้องเรียนมา ถ้าหากว่ายังมีเงินส่วนหนึ่งเหลืออยู่อีก บริษัทตะกาฟุลไม่สามารถที่จะมาแบ่งเงินที่เหลือจากตรงนี้ไปได้เพราะเงินที่เหลือตรงนี้เป็นเงินตะบัรรุอฺซึ่งเป็นเงินบริจากของบรรดาสมาชิกต่อผู้ที่เดือดร้อน และเงินส่วนนี้ก็จะเป็นสิทธิของสมาชิกทุกคนที่ลงขันกัน ตัวอย่างเช่น สมมติว่า หลังจากการลงทุนของเงินจำนวน 50,000บาท ทำให้ได้กำไรมาหนึ่ง10,000 บาท บริษัทตะกาฟุลจะได้ส่วนแบ่ง 3,000บาท และกำไร7,000 บาทจะเป็นของสมาชิก (สมมติว่าตกลงจะแบ่งกำไร 30:70%) เงินกำไร 7,000 ของสมาชิกจะไปบวกกับเงินที่ใช้ลงทุน 50,000บาท จะได้เงินทั้งหมด 57,000 บาท ถ้าพี่น้องสมาชิกได้รับความเดือดร้อนและเรียนกร้องค่าเสียหายและค่าเดินเรื่องต่างๆประมาณ 50,000บาท หักค่าโน่นค่านี่ไปเหลือเงินทั้งหมด 5,000บาท เงินส่วนนี้บริษัทตะกาฟุลไม่มีสิทธิเพราะเงินส่วนนี้จะกลับไปเข้าบัญชีตะบัรรุอฺซึ่งเป็นของสมาชิกทุกคนค่ะ

แต่มีบางเคสในมาเลย์เซียที่แบ่งกำไรจากการลงทุนมุฎอรอบะฮฺระหว่างสมาชิกและบริษัทตะกาฟุลหลังจากที่จ่ายค่าเสียหายหรือค่าประกันภัยให้พี่น้องที่เดือดร้อนแล้ว (modified mudarabah)ประมาณว่าแบ่งเงินที่เหลือจากการหักค่าประกันภัยในอัตตราที่เท่ากัน เช่น ถ้าหากว่าเงินเหลือ 10,000บาทพวกเค้าจะแบ่งกันคนละครึ่ง บริษัทจะได้ 5,000บาทและจะกลับไปสู่บัญชีตะบัรรุอฺ 5,000บาท

วัลลอฮฺอะอฺลัม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

الإيمان عريان ولباسه التقوى وزينته الحياء وثمراته العلم
Ummu_Khair
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


~Islam Is Coming Back~


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 19:57:34 »

มาต่อค่ะ(พอดีกำลังมีไฟ Smiley)

สัญญาอีกสัญญาหนึ่งก็คือ สัญญาของวากาละฮฺ(การเป็นตัวแทนทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแทนคนที่มาจ้างหรือมามอบหน้าที่ให้ ณ ที่นี้จะขอพูดถึงตัวแทนทำธุรกิจและบริหารจัดการเงินในตะกาฟุลค่ะ)

เมื่อสมาชิกทุกคนเห็นด้วยและได้บริจากเงินในสัญญาตะบัรรุอฺแล้ว ดังนั้นกลุ่มก็จะได้เงินจำนวนหนึ่งมา แล้วกลุ่มของสมาชิกก็จะแต่งตั้งบริษัทตะกาฟุลให้เป็นตัวแทนหรือเอเย่นในการทำธุรกิจเพื่อที่จะบริหารจัดการกับเงินที่ได้รับการบริจากจากสมาชิกที่เรียกว่าตะบัรรุอฺ ในวากาละฮฺนี้บริษัทตะกาฟุลได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการกับเงินทั้งทางด้านประกันภัยและด้านการลงทุนทำธุรกิจแทนสมาชิกทุกคนและการเป็นตัวแทนนี้บริษัทตะกาฟุลจะได้ค่าตอบแทนในการทำงานด้วย

ในวากาละฮฺนี้ จะมีการแบ่งเงินที่ได้จากตะบัรรุอฺเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจ่ายไปให้กับบริษัทตะกาฟุลในการทำธุรกิจและการจัดการเกี่ยวกับเงินประกันภัยแทนสมาชิก(ค่าเอเย่น) เป็นค่าใช้จ่ายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการตกลงกัน อีกส่วนหนึ่งใช้ในการลงทุนทำธุรกิจซึ่งเมื่อได้กำไรแล้วจะมาบวกรวมกับส่วนนี้ ทั้งทุนทั้งกำไรส่วนนี้แหละจะมาหักค่าประกันภัยของพี่น้อง และถ้าหากว่ามีเงินเหลือจากการชดเชยประกันให้พี่น้องสมาชิกแล้วเงินส่วนนี้ก็จะเป็นของสมาชิกทุกคนหรือว่าเป็นเงินตะบัรรุอฺโดยบริษัทตะกาฟุลไม่มีสิทธิ แต่ก็มีเคสที่ว่าบริษัทตะกาฟุลบางแห่งจะมีส่วนได้จากเงินที่เหลือจากการประกันภัยอีก

สรุปก็คือว่า ไม่ว่าจะเป็นสัญญามูฎอรอบะฮฺหรือวากาละฮฺ ทั้งสองสัญญาจะต้องมีสัญญาตะบัรรฺุอฺอยู่ค่ะ เำพราะสัญญาตะบัรรฺุอฺคือการให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องสมาชิกที่้้เค้าำำได้รับความเดือดร้อนคะซึ่งเป็นเป้าหมายเเละจุดประสงค์หลักของการมีตะกาฟุลขึ้นมาค่ะ

อันที่จริงก็มีหลายโมเดลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตะกาฟุลเช่น การผสมระหว่างสัญญามูฎอรอบะฮฺเเละวากาละฮฺ สัญญาของวากาฟ มีประกันภัยครอบครัว ประกันชีวิตตามหลักการอิสลาม(ซึ่งนักวิชาการอิสลามเห็นว่าอนุญาติ)เป็นต้น

~วัลลอฮฺอะอฺลัม~



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

الإيمان عريان ولباسه التقوى وزينته الحياء وثمراته العلم
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1138


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 09:22:41 »

มาต่อค่ะ(พอดีกำลังมีไฟ Smiley)

สัญญาอีกสัญญาหนึ่งก็คือ สัญญาของวากาละฮฺ(การเป็นตัวแทนทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแทนคนที่มาจ้างหรือมามอบหน้าที่ให้ ณ ที่นี้จะขอพูดถึงตัวแทนทำธุรกิจและบริหารจัดการเงินในตะกาฟุลค่ะ)

เมื่อสมาชิกทุกคนเห็นด้วยและได้บริจากเงินในสัญญาตะบัรรุอฺแล้ว ดังนั้นกลุ่มก็จะได้เงินจำนวนหนึ่งมา แล้วกลุ่มของสมาชิกก็จะแต่งตั้งบริษัทตะกาฟุลให้เป็นตัวแทนหรือเอเย่นในการทำธุรกิจเพื่อที่จะบริหารจัดการกับเงินที่ได้รับการบริจากจากสมาชิกที่เรียกว่าตะบัรรุอฺ ในวากาละฮฺนี้บริษัทตะกาฟุลได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการกับเงินทั้งทางด้านประกันภัยและด้านการลงทุนทำธุรกิจแทนสมาชิกทุกคนและการเป็นตัวแทนนี้บริษัทตะกาฟุลจะได้ค่าตอบแทนในการทำงานด้วย

ในวากาละฮฺนี้ จะมีการแบ่งเงินที่ได้จากตะบัรรุอฺเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจ่ายไปให้กับบริษัทตะกาฟุลในการทำธุรกิจและการจัดการเกี่ยวกับเงินประกันภัยแทนสมาชิก(ค่าเอเย่น) เป็นค่าใช้จ่ายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการตกลงกัน อีกส่วนหนึ่งใช้ในการลงทุนทำธุรกิจซึ่งเมื่อได้กำไรแล้วจะมาบวกรวมกับส่วนนี้ ทั้งทุนทั้งกำไรส่วนนี้แหละจะมาหักค่าประกันภัยของพี่น้อง และถ้าหากว่ามีเงินเหลือจากการชดเชยประกันให้พี่น้องสมาชิกแล้วเงินส่วนนี้ก็จะเป็นของสมาชิกทุกคนหรือว่าเป็นเงินตะบัรรุอฺโดยบริษัทตะกาฟุลไม่มีสิทธิ แต่ก็มีเคสที่ว่าบริษัทตะกาฟุลบางแห่งจะมีส่วนได้จากเงินที่เหลือจากการประกันภัยอีก

สรุปก็คือว่า ไม่ว่าจะเป็นสัญญามูฎอรอบะฮฺหรือวากาละฮฺ ทั้งสองสัญญาจะต้องมีสัญญาตะบัรรฺุอฺอยู่ค่ะ เำพราะสัญญาตะบัรรฺุอฺคือการให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องสมาชิกที่้้เค้าำำได้รับความเดือดร้อนคะซึ่งเป็นเป้าหมายเเละจุดประสงค์หลักของการมีตะกาฟุลขึ้นมาค่ะ

อันที่จริงก็มีหลายโมเดลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตะกาฟุลเช่น การผสมระหว่างสัญญามูฎอรอบะฮฺเเละวากาละฮฺ สัญญาของวากาฟ มีประกันภัยครอบครัว ประกันชีวิตตามหลักการอิสลาม(ซึ่งนักวิชาการอิสลามเห็นว่าอนุญาติ)เป็นต้น

~วัลลอฮฺอะอฺลัม~





ที่ยกมานี้ ไม่ทราบว่าเป็นกรณีปฏิบัติจริงของบริษัทไหน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Ummu_Khair
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


~Islam Is Coming Back~


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 15:22:14 »


ที่ยกมานี้ ไม่ทราบว่าเป็นกรณีปฏิบัติจริงของบริษัทไหน?

ญาซากัลลอฮูเครสำหรับคำถามของคุณอัชบาล

สัญญาที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นที่รู้เเน่ชัดก็เป็นสัญญาของตะกาฟุลที่ได้ใช้กันในมาเลย์เซีย(ผู้เขียนยังไม่ได้ศึกษาการดำเนินการของบริษัทตะกาฟุลในเมืองไทยเท่าไหร่)

Syarikat Takaful Malaysia Berhad (STMB) เค้ากำลังดำเนินการเปลี่ยนจากเเบบมูฎอรอบะฮฺเป็นวากาละฮฺ

Etiqa Takaful - กำลังใช้รูปเเบบของมูฎอรอบะฮฺ
 
Prudential BSN Takaful- กำลังใช้รูปเเบบของวากาละฮฺ

อินชาอัลลอฮฺ เดี๋ยวจะลองศึกษาบริษัทตะกาฟุลในเมืองไทยดูว่าใช้รูปเเบบของสัญญาเเบบไหน (ช่วยดุอาฮฺ)

วัลลอฮฺอะลัม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

الإيمان عريان ولباسه التقوى وزينته الحياء وثمراته العلم
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2211


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 02:52:12 »

ชุกร็อน สำหรับข้อมูลดีๆ ครับ อุมมุลค็อยรฺ

เรื่องธุรกิจธุรกรรมเดี๋ยวนี้มีแปลกใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบ บางทีสังคมมุสลิมก็ตามเขาไม่ทัน บางครั้งก็หลงไปเข้าร่วมกับธุรกรรมที่ไม่ถูกหลักศาสนาเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้ามีการนำเสนอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ และแบบเข้าใจง่ายๆ ก็จะดีอย่างมาก ...

ตอนนี้มีประเด็นที่ บ.ก. เองก็อยากจะรู้อยู่หลายเรื่อง(คาดว่ามีอีกหลายคนที่อย่างรู้เช่นกัน) อาทิ ปัญหาที่ชาวบ้านหลายคนมักจะถามเวลาไปขอสินเชื่อกับสหกรณ์อิสลาม หรือ ธนาคารอิสลามว่าทำไมคิดกำไรแพงมาก ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยของธนาคารทั่วๆ ไป แต่เพื่อนบางคนก็เคยพูดว่า โดยระยะยาวแล้วระบบไร้ดอกเบี้ยของสหกรณ์กับธนาคารอิสลามจะดีกว่าระบบดอกเบี้ยของธนาคารทั่วๆ ไปมาก เพราะดอกเบี้ยมันไม่นิ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นๆๆๆๆ จนคนกู้งงได้ ... ตรงนี้แหละที่อยากรู้ว่ามันยังไง ... หวังว่าผู้รู้ด้านนี้คงอนุเคราะห์ให้ด้วยในโอกาสที่เหมาะสมนะครับ ...


ขออภัยที่ออกนอกเรื่อง แต่ก็เพื่อแตกประเด็นครับผม ... Grin

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 09, 2010, 03:00:35 โดย ด้วยความจริงใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2211


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 26, 2011, 14:03:41 »

กำลังหาข้อมูลเรื่อง ประกันสังคมในอิสลาม ว่ามีหุก่มอย่างไร ?  ...

ไม่ทราบพี่น้องที่สันทัดเรื่องนี้ มีใครพอจะนำเสนอได้บ้าง ? อาทิ หุก่ม ได้หรือไม่ได้ ? ขอบเขตที่อนุโลมมากน้อยแค่ไหน ? เงื่อนไขอะไรบ้าง ? หุก่มที่ว่านี้เป็นอย่างไรบ้างในบริบทการประกันสังคมของเมืองไทย ??

เช่นนี้เป็นต้น ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 26, 2011, 14:58:35 »

ตอบกันข้ามปีเลย กระทู้นี้ ^^
กุมภา 10   > เมษา 11

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1138


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 26, 2011, 22:06:35 »

ใครกำลังทำเทซีสเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ รีบเข้ามาตอบด่วน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2211


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 27, 2011, 19:33:20 »

ตอบกันข้ามปีเลย กระทู้นี้ ^^
กุมภา 10   > เมษา 11



ป้อนคีย์เวิร์ด ประกันสังคมในอิสลาม ที่กูเกิล ... แล้วก็ต้อง  Shocked  Shocked  Shocked  เพราะมีหน้าอิกเราะอ์ที่ลิงก์มาหน้านี้ขึ้นสิบอันดับแรกด้วย ..  Grin

เลยตามมาถามซะ ...  Grin

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

RAO
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 399


رجال صدقوا الله


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2011, 21:48:52 »

ลองฟังอันนี้ดู..น่าจะเป็นข้อมูลได้บ้าง..

[youtube]http://www.youtube.com/watch?v=Rx0fQLedHrs[/youtube]


การประกันภัยทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)- ดร อับดุลฮาลีม อาฮหมัด ไซซิง - Dr. Abdulhalim Ahmad Saising..Majlis Ilmi - paramitae.
ในฟัตวาของกรรมการฟัตวาถาวร لجنة دائمة ที 15/279 ความว่า
"ไม่อนุญาตแก่มุสลิมที่จะประกันตนเองต่อโรคไม่ว่าจะในประเทศมุสลิมหรือในที่ดินกาฟิร­ฺ อันเนื่องจากความคลุมเครือและการพนัน"
การสัมมนานักศาสนบัญญติอิสลาม مجمع الفقه الإسلامي ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 ชะอฺบาน 1398 ณ นครมักกะฮฺ ประเทศซาอุดิอาราเบีย และการประชุมของบรรดาผู้รู้ชั้นผู้ใหญ่ كبار العلماء ของประเทศซาอุดิอาราเบีย เมื่อวันที่ 4/4/97 ฮศ. ได้มีมติที่ 55 ว่า การประกันภัยทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)
คณะกรรมการศาสนาบัญญัติได้เห็นพ้องกันว่า การประกันทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) ไม่ว่าเป็นการประกันชีวิตหรือประกันทรัพย์สิน (مجلة مجمع الفقه الإسلامي" (2/471)
ท่านอุษัยมีนกล่าวว่า "สหกรณ์ประกันภัย التأمين التعاوني (เป็นการร่วมมือก้นของผู้มีใจบุญ)ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันกำไรและความร่วมม­ือ เพื่อช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายและอุบัติเหตุ สามารถที่จะทำกันได้" (คงเป็นอย่าง ตะกาฟุล ที่ สหกรณ์ มอย.เราทำ) "فتاوى إسلامية" (3/4)ـ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

عَوْدَةٌ إلى الْْكِتَابِ والسُّنَّة بِفَهْمِ سَلَفِ الأُمَّة
رباه لو بلغت ذنوبي عنان السماء ما يئست من رحمتك
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2211


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2011, 10:48:32 »

ประกันสังคมที่ทุกองค์กรทำ บังคับด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 02, 2012, 22:05:43 »

ประกันสังคมที่ทุกองค์กรทำ บังคับด้วยกฎหมายหรือไม่ ?



บังคับด้วยกฏหมายค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.175 วินาที กับ 22 คำสั่ง