อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ตุลาคม 14, 2019, 09:18:47 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "อิกเราะอ์ฟอรั่ม" และ ขอความกรุณาอ่าน กติกาและข้อตกลงการใช้งาน ด้วยนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2009: บทเรียนสำหรับการเงินอิสลามในประเทศไทย  (อ่าน 3152 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2211


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2009, 14:18:09 »

รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2009: บทเรียนสำหรับการเงินอิสลามในประเทศไทย
เรียบเรียงโดย ... อิสมาอีล อบูบักร์


..................................


ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งในความเมตตาผู้ทรงยิ่งในความกรุณา

“สองผู้ชนะคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ เอลินอร์ ออสตรอม และ โอลิเวอร์ วิลเลียมสัน กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ ซึ่งโลกกำลังเสาะแสวงหาคำอธิบายจากแง่มุมอื่นในวิชาเศรษฐศาสตร์ ภายหลังหลักการแท้ๆ ในเรื่องตลาดเสรีถูกพิสูจน์ว่าใช้การไม่ได้ จากวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจครั้งมโหฬาร”
อ้างจาก ( http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000121653 ) 24 ตุลาคม 2552
   
ตามที่ทุกคนได้ทราบผลไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ที่เอลินอร์ ออสตรอม และโอลิเวอร์ วิลเลียมสัน เป็นผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินั้น สำหรับผมแล้วใครได้รับรางวัลดังกล่าวก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้การยอมรับแล้วว่าหลักการเรื่องตลาดเสรีไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมสำหรับปัจเจกชนและสังคมได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งนักวิชาการอย่าง ศาสตราจารย์เอลิเนอร์ มองในรูปของเศรษฐาภิบาล (Economic Governance) และ สมบัติส่วนรวม (the Commons) ว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคนในชุมชน สิ่งที่เธอเรียกว่า “ความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ” ของคนในสังคมสามารถแก้ปัญหาความบกพร่องของพลังตลาดได้ดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์กันไว้โดยไม่จำเป็นต้องมีการแทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งของรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งการค้นคว้าของเธอถูกมองว่าถูกที่ถูกเวลากับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะความบกพร่องของตลาดที่เกิดจากนวัตกรรมทางการเงิน ตลาดที่มีข้อมูลมีมูลค่ามากมายมหาศาล ซึ่งไม่ใช่ตลาดที่มีความสมบูรณ์ตามสมมุติฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป สุดท้ายตลาดนี้ก็กลายเป็นตลาดที่สร้างโอกาสให้คนที่มีข้อมูลมากกว่าเอาเปรียบคนที่มีข้อมูลน้อยกว่า และเขาก็จะเป็นที่ได้รับผลประโยชน์และตอบสนองความต้องการส่วนตัวสูงสุดของเขา โดยสนใจหรือไม่สนใจสังคมหรือคนอื่นที่อยู่ในสังคมว่าจะเป็นอย่างไร

   กลับมามองสิ่งที่เรา (มุสลิม) พยายามที่จะนำเสนอ ศาสตราจารย์เอลิเนอร์ บอกว่า “ความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ” นั่นอาจจะเกิดจากอะไรก็ได้ อาจจะเป็นค่านิยมที่เหมือนกัน พื้นฐานทางสังคมที่พอกัน หรือว่า ความต้องการที่คล้ายๆกัน เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งนั้นที่เธอกำลังมองหาอยู่ คือ ความเชื่อที่เหมือนกันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กระทำ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่เลวร้ายสักน้อยนิดก็ตาม เขาจะได้รับการตอบแทนจากพระองค์ผู้อภิบาลในโลกหน้า ความเชื่อที่ว่าพวกเขาเป็นเพียงตัวแทนของพระเจ้าบนหน้าแผ่นดิน และจะต้องทำอย่างไรให้หน้าพื้นดินนี้มีความสงบสุข เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มนุษย์ตัดสินใจทางเศรษฐกิจ พวกเขาก็จะนำเอาค่านิยม ความเชื่อ และจิตสำนึกที่ว่ามาเป็นเงื่อนไข หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดเป็นประโยชน์ต่อทั้งส่วนตัวและส่วนรวม พวกเขาจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ หากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัวแต่เป็นโทษหรือสร้างความเลวร้ายให้กับคนหมู่มาก เขาก็จะต้องละเว้น แม้มันอาจให้ประโยชน์ต่อตัวเขาเองมากมายมหาศาลก็ตาม แน่นอนทีเดียวราคาที่เหมาะสม คือ ราคาที่กำหนดโดยตลาดโดยไม่ต้องมีการแทรกแซงจากรัฐ แต่หากมีการกระทำใดๆที่กีดขวางการพบกันของอุปสงค์และอุปทาน รัฐจำเป็นต้องใช้อำนาจในการแทรกแซงเท่าที่จำเป็น มนุษย์ไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ แต่มนุษย์เป็นผู้ที่มีความประเสริฐและเป็นผู้ได้รับอำนาจให้เป็นตัวแทนในการใช้การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สำหรับตัวเขาเองและมนุษย์อื่นในสังคม และนั่นคือสิ่งที่อิสลามได้สอนไว้ตามหลักการเศรษฐกิจอิสลาม


   อะไรคือบทเรียนที่มุสลิมในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารและผู้ใช้บริการสถาบันการเงินอิสลามในประเทศไทย สิ่งแรกที่ผู้ที่มีส่วนในการบริหารจัดการพึงรำลึกอยู่เสมอคือหน้าที่ของตัวเอง หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ในฐานะตัวแทนของอัลลอฮฺบนหน้าแผ่นดินในการบริหารจัดการ ในการให้บริการทางการเงินที่ถูกต้องตามหลักการอิสลามแก่พี่น้องของเราในประเทศไทย ให้พี่น้องของเราได้มีโอกาสออกห่างและหลีกเลี่ยงการเงินที่เอารัดเอาเปรียบ การเงินที่มีผลประโยชน์แก่กลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะฉะนั้นการบริการของเรา คือ การบริการพี่น้องของเราเอง แน่นอนทีเดียวเราต้องให้บริการที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นการบริการด้วยจิตไมตรี การพยายามดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักการอิสลามให้มากที่สุด พวกเราต้องไม่ลืมว่า พวกเราจะถูกสอบสวนในงานที่เราทำในฐานะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงิน ว่าเราทำงานด้วยความเต็มที่แล้วหรือยัง ว่าเรานำเป้าประสงค์ของสังคมเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจในการให้บริการทางการเงินหรือยัง ว่าเราใช้เวลาที่มีค่าของการเป็นตัวแทนของเราได้อย่างคุ้มค่าหรือยัง และว่าเราทำหน้าที่ที่อย่างมี ที่ศาสตราจารย์เอลิเนอร์ เรียกว่า “Economic Governance” ในการจัดการ “The Commons” อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดหรือยัง


   หากเราเป็นลูกค้าของสถาบันการเงินอิสลาม เราก็จะต้องมีส่วนในการจัดการ “The commons” โดยหลักก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราเองและสังคม และทุกๆครั้งสังคมจะต้องมาก่อนเสมอ แน่นอนที่เดียวเราต้องการที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสถาบันการเงินอิสลามที่มีอยู่ แต่เราต้องมองลูกค้าหรือสมาชิกคนอื่น และความสามารถของสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์อิสลามหรือธนาคารอิสลามอยู่ด้วย และถ้าหากว่าเราได้รับสินเชื่อไป เราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะชำระสินเชื่อนั่นหรือไม่ เราต้องมองให้ไกลกว่าตัวเราเอง หากเราไม่ชำระแน่นอนทีเดียวเรากำลังจะกลายเป็นคนที่ไม่มีสัจจะ และไม่ต้องบอกว่าคนเช่นนี้จะเป็นเช่นไรในสายตาของอัลลอฮฺ แต่ที่สำคัญในเรื่องของสังคมก็คือ นั่นเป็นการตัดโอกาสกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม ในการจัดสรรและสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรของผู้อื่นที่จะมีโอกาสได้รับสินเชื่อต่อจากเรา เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะต้องอยู่ในกลุ่มของคอลีฟะห์ที่หย่อนยานต่อหน้าที่เสียเหลือเกิน


   สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ นอกจากหน้าที่ที่ต้องให้เราห่างจากดอกเบี้ยแล้ว ยังมีเป้าหมายทางการเศรษฐกิจอิสลามที่เราต้องพยายามมุ่งไป เช่น การกระจายรายได้ในสังคม เพื่อให้ทุกคนในสังคมพอมีพอกินเป็นเบื้องต้น ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ การสร้างส่งเสริมสภาพเศรษฐกิจสังคมให้ดีขึ้น การออกห่างจากสิ่งที่เป็นฆอรอร(เสี่ยง) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกินในการกระบวนการธุรกรรมการเงินของสถาบันการเงินอิสลาม การไม่เข้าเกี่ยวข้องการผลิตการขายสิ่งที่ต้องห้าม เป็นต้น เราอาจจะต้องถามตัวเราเองว่า ในแต่ละครั้งของการตัดสินใจทางธุรกิจของสถาบันการเงินอิสลามนั้น เราในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ได้นำสิ่งเหล่าไปประกอบในการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินกิจการของเรานั้นมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของการเป็นคอลีฟะห์บนหน้าแผ่นดินนี้ นั้นคือ เพื่อสังคมที่มีความยุติธรรมและสงบสุข


   หลายๆครั้งเราคิดว่าเพื่อนวัตกรรมและความทันสมัย สถาบันการเงินอิสลามในประเทศเราพยายามจะนำนวัตกรรมต่างๆทางการเงินมาใช้ นั้นเป็นสิ่งที่ดีถ้าหากว่าสิ่งนั้นถูกต้องตามหลักการอิสลามในทุกกระบวนการ และ สามารถตอบสนองความต้องการของคนในสังคม ในการนำมาซึ่งความยุติธรรมและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ โนเบลเศรษฐศาสตร์ 2009 ได้ชี้ให้เราเห็นชัดเจนแล้วว่า แนวคิดเศรษฐกิจที่มาจากมนุษย์อย่างเดียวเช่นทุนนิยมไม่น่าจะให้คำตอบที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของมนุษย์ได้ เราต้องเชื่อว่าเศรษฐกิจแบบที่อิสลามนำเสนอ ซึ่งมีคุณลักษณะที่โลกปัจจุบันกำลังใฝ่หาจะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยุ่งเหยิงนี้ได้ ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับว่าเราไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใดสามารถนำหลักการที่อิสลามมาใช้อย่างอย่างมั่นใจ ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ และอย่างจริงจังหรือไม่แค่นั้นเอง แน่นอนทีเดียวเราต้องการการศึกษาและการปฏิบัติ และบางครั้งลองผิดลองถูกด้วยความไม่รู้บ้างก็ตามที อัลลอฮฺรู้ในสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้เสมอ


วัลลอฮูอะลัม
   
..........................


Posted via : บ.ก.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 01, 2009, 14:24:34 โดย ด้วยความจริงใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.106 วินาที กับ 21 คำสั่ง