อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
กันยายน 18, 2019, 23:30:33 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ประกาศย้ำอีกครั้งแก่สมาชิกทุกท่านนะครับว่า อิกเราะอ์ฟอรั่มไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเว็บเพื่อการโฆษณาแฝงเชิงการค้าทุกประเภทครับ ... ชุกร็อน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อดี และข้อเสียของระบบทุนนิยม (ฉบับที่สอง)  (อ่าน 13458 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 09:45:46 »

พี่น้องร่วมศรัทธาแนะนำว่า ให้เปิดฉบับที่สอง ผู้น้อยก็ยินดีขอรับ

ในช่วงแรกเริ่มของเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ โดยส่วนตัว ผู้น้อยอยากเรียนรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ ซะกาต

จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านผู้รู้ และกูรู ทั้งหลาย มาให้ความรู้ในเรื่องที่ใกล้ตัวของเรากันด้วยนะขอรับ อย่าปล่อยให้ผู้น้อย งงงัน และ งงงวย อยู่อย่างเดียวดาย

เชื่อว่า หลายท่านยังคงสับสนอยู่ในเรื่องของเงินที่เราหามาได้ ว่า เรามีหน้าที่จัดการกับเงินนั้นอย่างไรบ้าง

อิสลามได้กำหนดว่า เรามีสิทธิหาเงินในทางที่ฮะลาล และเราก็มีภาระหน้าที่ ที่จะต้องแบ่งส่วนหนึ่งของเงินนั้น ออกมา เพื่อให้ทรัพย์นั้นบริสุทธิ์สะอาดก่อให้เกิดความสุขแก่เราได้

สิ่งที่เราจะต้องแบ่งออกมา ก็มีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ซะกาต ซอดาเกาะฮ์ ฟิตยะฮ์ และกัฟฟาเราะฮ์บางอย่าง อ้อ...แล้วก็มีภาษีด้วยใช่ไหม  (มีอะไรอีกหรือเปล่า)

((( มีเสียงแซวมาจากคนข้างๆ อีกแล้ว ว่า พอเงินเดือนออก ก็ถูกหักภาษี ถูกหักประกันสังคม ถูกหักผ่อนรถ ผ่อนบ้านใช้หนี้ ฯลฯ ที่เหลือเมียเก็บ ให้ไปวันละยี่สิบบาท ฮือๆๆ จะเหลืออาราย)))

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 10:15:39 »


บุคคลใดบ้างที่มีสิทธิ์รับซะกาต

إِنَّمَا الصَّدَقَاتُ لِلْفُقَرَاء وَالْمَسَاكِينِ وَالْعَامِلِينَ عَلَيْهَا وَالْمُؤَلَّفَةِ قُلُوبُهُمْ وَفِي الرِّقَابِ وَالْغَارِمِينَ وَفِي سَبِيلِ اللّهِ وَابْنِ السَّبِيلِ فَرِيضَةً مِّنَ اللّهِ وَاللّهُ عَلِيمٌ حَكِيمٌ

"แท้จริง ซะก๊าตนั้นสำหรับคนยากจน(1)   คนขัดสนลำบาก(2)   คนทำงาน(ผู้รวบรวมและแจกจ่าย)เรื่องซะก๊าต(3)   ผู้ที่เพิ่งเกิดศรัทธาในอิสลามใหม่(4)   ในเรื่องไถ่ทาส(5)   คนที่มีหนี้สิน(6)  ในวิถีทางของอัลเลาะฮ์(7)  และคนเดินทาง(8 )  เป็นข้อกำหนดจากอัลเลาะฮ์  และอัลเลาะฮ์ทรงรอบรู้ยิ่ง  ทรงเชี่ยวชาญยิ่ง"  --- ซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ อายะฮ์ 60

บุคคล 8 ประเภทที่ว่านี่แหละขอรับ เมื่อมาพิจารณากันในรายละเอียดแล้ว มีข้อสงสัยมากมาย เช่น

คนยากจน...จนแค่ไหนถึงรับซะกาตได้ (ตย. เห็นบอกว่า จน แต่ใช้มือถือรุ่น แบบว่า ไฮเทคสุดๆ มีข้าวของเครื่องใช้สุดหรูและมีระดับ)

บางคนก็เติม อ.อ่าง เข้าไป (คน อยาก จน) เพื่อให้รับซะกาตได้ก็มีนะขอรับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 10:56:03 »

มาเป็น นร. ลงทะเบียนเข้าเรียนซะกาต ค่ะ 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2211


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 11:16:57 »

แวะมาประชาสัมพันธ์ว่า รับต้นฉบับเรื่องซะกาตมาจากนักแปลท่านนึงแล้ว กำลังอยู่ในกระบวนการตรวจทานเพื่อโพสต์ต่อไปขอรับ ...

หรือถ้าหากทั่น AA สนใจจะนำไปตรวจดูก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 13:40:19 »

มิบังอาจ มิบังอาจขอรับท่านบอ กอ

จะให้ตรวจทาน คงยังวิทยายุทธไม่ถึงขั้นกระมัง

แต่ถ้าให้ช่วยอ่าน เพื่อขยายความรู้และแสดงความคิดเห็น ให้เป็นประโยชน์ต่อยุทธจักรนักเรียนรู้ ก็อยากอ่านนะ

แล้วแต่ท่านจะพิจารณา   Roll Eyes  Roll Eyes  Roll Eyes
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 14:08:23 »


ตอนที่ผู้น้อยยังเยาว์วัย เคยท๊อปวิชาคณิตศาสตร์ เพราะชอบวิเคราะห์โจทย์ โตขึ้นมาก็ไม่ได้เรียนสายนั้น แต่ก็อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์ ชอบใจทุกครั้งเมื่ออ่านเจออายะฮ์กุรอ่านที่มีความหมายว่า

ทำไมไม่ใช้สติปัญญา..ทำไมไม่พิจารณา..ทำไมไม่ขบคิด..เรื่องของเศรษฐศาสตร์ในอิสลามเป็นเรื่องที่น่าคิดมากๆ ต้องขบโจทย์ปัญหาให้แตกก่อน แล้วค่อยๆ คิด

แต่บางทีโจทย์มันก็ยากเอาการ 

นึกถึงเหตุการณ์หลังจากที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสิ้นชีวิต และท่านคอลีฟะฮ์อบูบักร รับหน้าที่ปกครองประชาชน มีผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ปฏิเสธจ่ายซะกาต

เพราะถือว่าเมื่อสิ้นท่านนบี ก้ไม่ต้องจ่ายอีกต่อไป คอลีฟะฮ์อบูบักรประกาศที่จะทำสงครามกับพวกเหล่านี้ และถือว่าพวกที่ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวได้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม (ตกมุรตัด)

ทั้งๆ ที่ มีซอฮาบะฮ์หลายท่านเห็นว่า จะทำสงครามกับพวกเขาได้อย่างไรในเมื่อพวกเขายังกล่าว ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ์ ท่านอบูบักร ยังคงยืนกรานอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ...

" ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ว่า " หากพวกเขาไม่ยอมให้อีน๊าก(ลูกแพะตัวเมีย เพื่อเป็นซะกาต) แก่ฉันละก้อ แน่นอนว่า ฉันจะสังหารพวกเขา ถึงแม้ว่าจะมีเพียงฉันคนเดียวก็ตามตราบใดที่ดาบยังอยู่ในมือฉัน(ยังเป็นผู้นำ) แท้จริง ศาสนาและวะฮีย์ ได้ถูกประทานมาครบสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น ศาสนาจะบกพร่องไม่ได้อย่างเด็ดขาด ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่.."

โจทย์ยากขนาดนี้....เป็นเราคงขบไม่แตก แต่ท่านอบูบักร ได้ยืนหยัดที่จะรักษา ระบบเศรษฐกิจอิสลามที่เที่ยงตรงเอาไว้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
accounting
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 22



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2009, 15:44:04 »



ผู้มีสิทธิรับซะกาตประเภท ยากจน ขัดสน (ฟากีร มิสกีน) นี้ ดูยากจริงๆ
เพราะเห็นมาหลายคนแล้ว ที่ดูเผินๆภายนอก แบบไม่รู้ประวัติอะไรของเขามาก ดูเหมือนน่าจะเข้าข่ายรับซะกาตได้
แต่ที่ไหนได้ เยอะจริงๆที่เป็นพวก "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง"
คือ ดูข้างนอก เหมือนจะจน หาเช้ากินค่ำ
แต่เบื้องลึกเบื้องหลัง มีที่นา มีสวนยาง มีสวนผลไม้ มีไร่โน้นนี่ มีที่ดินเปล่า อีกเพียบเลย
อย่างนี้ เขาจะเข้าข่ายรับซะกาตได้ไหม
และเราจะรู้ได้ไงว่าเขาเป็นพวกฟากีรมิสกีนของแท้ หรือเป็นพวกผ้าขี้ริ้วห่อทองกันแน่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2009, 11:32:23 »

หายไปหลายวัน ขอนอกประเด็นหน่อย เพราะมันมีแง่คิดให้คิด (ให้คิดเอาเฉยๆ นะขอรับ) เนื่องจากมีคนมาแซวผู้น้อยว่า ท่านอบูบักรได้ทำสงครามกับผู้ที่ไม่ยอมจ่ายซะกาคทั้งๆ ที่เขาก็มี “ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ์” ตามหลักการแล้ว ท่านอบูบักรน่าจะถูกบรรดาซอฮาบะฮ์ชั้นอาวุโส(ซึ่งเชื่อมั่นว่าคนเหล่านั้นเป็นมุสลิม) ตำหนิว่า ไปกล่าวหาคนอื่นว่าตกมุรตัดจะทำให้ตัวท่านตกมุรตัดไปด้วยไหม  Embarrassed Embarrassed Embarrassed

โหหหหหหหหหหห.......ผู้น้อยฟังแล้ว อึ้ง....อึ้ง....อึ้ง  อัสตักฟิรุ้ลลอฮ์

เข้าเรื่องดีกว่าเดี๊ยวโดน บ.ก. ดุหาว่า ผิดกติกา ที่จริง อยากทราบว่า คำนิยามของคำว่าฟะกีร และมิสกีน ซึ่งในภาษาไทยมีคนใช้คำหลายๆ คำ เช่น คนยากจน คนขัดสน คนอนาถา คนยากไร้ ฯลฯ แต่ฟังดูมันก็ยังไม่รู้ว่า จนขนาดไหน ใครจนกว่าใคร ฟากีรจนกว่า หรือ มิสกีนจนกว่า ท่านกูรูทั้งหลายช่วยให้ความกระจ่างหน่อยซิขอรับ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 11:22:47 »

หายไปหลายวันอีกแล้ว ... เวลาทุกนาทีในรอมฎอนมีค่ายิ่งจริงๆ ขบไม่แตกกับคำว่า ฟะกีร และมิสกีน แต่อันที่จริง ทั้งสองคำนี้มันเกี่ยวข้องกับคำว่า

ต้องการ พอเพียง และจำเป็น

ซึ่งพอสรุปตามประสาคนเอาวามอย่างผู้น้อยว่า

คนยากจน แบบฟะกีร คือคนจนที่ไม่มีทรัพย์เพียงพอกับความต้องการที่จำเป็นในการดำรงชีวิต   (need ไม่ใช่ want)

ตัวอย่างเช่น คนที่ขาดปัจจัยสำคัญ มีอาหารไม่พอกิน ไม่มีบ้านช่องที่พักพิง เจ็บไข้ก็ปล่อยให้ย่ำแย่เพราะไม่มีเงินรักษา เสื้อผ้าก็ขาดๆ ปะๆ มีอยู่ไม่กี่ตัว แค่พอปกปิดร่างกาย

เรื่องความสุขสบายอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโทรศัพท์มือถือ โรงเรียนแพงๆ ก็ไม่ต้องเรียนให้ฟุ่มเฟือย วันๆ แค่คิดว่า จะหาอะไรมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้พอประทังชีวิตไปวันๆ

คนอย่างนี้และคือฟะกีร ผู้ซึ่งมีสิทธิเป็นอันดับแรกในเงินซะกาต

ส่วนคนมิสกีน  คือคนยากจนที่แทบจะไม่แตกต่างจากฟะกีรเท่าใดนัก แต่มิสกีนจะดีกว่าอยู่หน่อยตรงที่ว่า เขาสามารถหาปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตได้ แต่ก็กระเบียดกระเสียนเต็มที

พอบ้าง ไม่พอบ้าง เกิดความขัดสนชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่เป็นประจำ แต่นั่นเพราะใช้จ่ายไปในเรื่องที่จำเป็น(ในการดำรงชีวิต) ไม่ใช่ชักหน้าไม่ถึงหลังเพราะซื้อโทรศัพท์ โทรทัศน์

หรือสิ่งของอื่นๆ เพื่อความสะดวกสบาย

ทั้งฟะกีรและมิสกีน จึงเป็นบุคคลอันดับต้นๆ ที่พี่น้องต้องช่วยกันค้นหาว่า มีคนแบบนี้อยู่ในหมู่บ้านของเราหรือไม่ เพื่อนำสิทธิของเขาไปมอบให้แก่เขา

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 11:31:48 »

หลายคนสงสัยว่า แล้วเด็กกำพร้าล่ะ เข้าข่ายอยู่ในประเภทใดใน 8 ประเภทที่กล่าวไว้ ?

เด็กกำพร้าจากเหตุการณ์สึนามิ บางคน มียอดบัญชีเงินบริจาคในธนาคารหลักแสน บางคนก็ได้รับของบริจาคมากมายจนสุขสบาย

ผู้น้อยว่า จะกำพร้าหรือไม่กำพร้า เรื่องของวัตถุก็ต้องวัดกันจากสภาพของฟะกีรและมิสกีน ดังที่กล่าวไปข้างต้น หากเป็นเด็กกำพร้าที่มีทรัพย์มรดกมากมายคงไม่เข้าข่ายฟะกีร และมิสกีน

แต่ในเรื่องของจิตใจ เด็กกำพร้าก็ขาดสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยวัตถุ การทำดีต่อเด็กกำพร้า แม้แต่การลูบหัวเขาด้วยความปราณี หากทำได้เท่านี้ หรือมากกว่านี้ ก็จงทำเถิด  Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 11:35:32 »

เพิ่มเติม  ครั้งหนึ่ง เคยนำเงินซะกาต(ของผู้อื่น) ไปมอบให้...

เขาเขียนไว้ที่ซองเลยว่า "นี่เป็นเงินซะกาต หากท่านไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิ์รับ โปรดส่งคืน หรือส่งต่อให้ผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์"

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Silvia Irfan (سيلفيا عرفان)
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2291


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 11:54:40 »

เพิ่มเติม  ครั้งหนึ่ง เคยนำเงินซะกาต(ของผู้อื่น) ไปมอบให้...

เขาเขียนไว้ที่ซองเลยว่า "นี่เป็นเงินซะกาต หากท่านไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิ์รับ โปรดส่งคืน หรือส่งต่อให้ผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์"



^
ข้อความข้างบนก็สามารถมองได้สองแง่เหมือนกันค่ะ

ข้อดี คือเพื่อเป็นการย้ำเตือนทั้งคนให้และคนรับว่าเงินซากาตนี้จะให้แก่ผู้ที่เข้าข่ายคุณสมบัติที่จะได้ซากาตเท่านั้น

ข้อเสีย เมื่อมอบให้เขาไปแล้ว และเขาก็รับไปแล้ว พอเขามาอ่านที่ซองอีกที ก็อาจจะตะขิดตะขวงใจ หรือไม่สบายใจได้ว่า เป็นผู้มีสิทธิ์ที่จะรับหรือเปล่าเพราะบางพื้นที่ ฐานะทางการเงินอาจจะต่ำพอๆกัน หลายๆครอบครัว

ทางทีดีผู้ให้ควรเลือกเฟ้นบุคคลที่เข้าข่ายแล้วมอบให้เขาไปอย่างมั่นใจก็เกิดความสบายใจกันทั้งสองฝ่ายน่าจะดีกว่า เพราะส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเดียวกันที่อยู่อาศัยตั้งหลักแหล่งมาช้านนานก็มักจะทราบข้อมูลซึ่งกันและกันว่าฐานะทางการเงินของใครเป็นอย่างไรค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 14:25:55 »

มาดูประเภทต่อไปที่มีสิทธิ์รับซะกาต ได้แก่  คนทำงาน(ผู้รวบรวมและแจกจ่าย) ซะกาต
ซึ่งโดยปกติจะเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮากิมหรือผู้ปกครองในประเทศมุสลิมให้ทำหน้าที่ดังกล่าว

ผู้น้อยได้ไปอ่านบทความหนึ่งที่น่าสนใจเขียนโดย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา    อยากให้ลองอ่านดูทัศนะของเขา
มีข้อความหนึ่งกล่าวว่า

 “ ศาสนาอิสลามปัจจุบันนี้มีประชาชนชาวไทยนับถือมากเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ
กระจายไปตาม ภูมิภาค ต่างๆ ประมาณ ๖ ล้านคน จึงมีการรวมตัว ในลักษณะของกลุ่มสมาคม มูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์ ในรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก
ฉะนั้นองค์กรต่างๆ เหล่านี้จึงต้องใช้วิธีการหาทุน หรือระดมทุน หรือ รับบริจาคจากผู้ที่เลื่อมใส ศรัทธาในหลักการ วิธีการดำเนินการ ขององค์กรนั้นๆ


http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/k181/075.html 

ช่วงเดือนรอมฎอน นับว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ของการจ่ายซะกาต การรวบรวมซะกาต ที่เราได้พบเห็นกันเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นการแจกซอง , รายการวิทยุ , หรือสื่ออื่นๆ ที่อาสาเป็นผู้รวบรวมและแจกจ่ายซะกาต ซี่งนับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนมาก และเป็นงานสาธารณะกุศล ช่วยเหลือสังคมได้ 

และเงินบริจาคที่รวบรวมมาได้นั้น  จะมีส่วนหนึ่งแบ่งให้แก่คนทำงาน  ซึ่งในอัลกุรอ่านไม่ได้กล่าวไว้ว่า กี่เปอร์เซ็นต์
อยากขอให้ท่านกูรู ผู้รู้ทั้งหลาย ช่วยให้ความรู้ในเรื่องอัตราส่วนแบ่งหน่อยซีขอรับว่า มีหลักฐานแค่ไหน อย่างไร?

สำหรับเรื่ององค์กรการกุศล ดังที่ในบทความดังกล่าวพูดถึง เป็นเรื่องที่มีการตั้งขึ้นมาเพื่อบังหน้ากันเป็นจำนวนมาก เพื่อขอรับเงินบริจาคต่างๆ กฎหมายก็ไม่สามารถเข้มงวดตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้  สำหรับองค์กรมุสลิมอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ทำงานองค์กรฯ มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ ก็ต้องหมั่นตรวจสอบตัวเองว่า เอาส่วนแบ่งเกินสิทธิ์ที่ตนเองสมควรได้รับหรือเปล่า หรือทำงานได้ไม่กี่ปี ก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐีขึ้นมา ถึงแม้เราจะตักเตือนกันเสมอว่า อัลลอฮ์คือผู้ที่ตรวจสอบและคิดบัญชีอย่างละเอียด
 
เรื่องการมอบสิทธิ์อันชอบธรรมให้แก่เจ้าของสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ให้มาก  เพราะไม่ใช่เรื่องของการบริจาคโดยสมัครใจ หรือการให้แบบเสน่หา เข้าตำราที่คนทั่วไปมักพูดว่า "อยากให้ก็ให้ ไม่ต้องมาพูดมาก" เพราะหากสิทธิ์นั้นตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไม่มีสิทธิ์สมควรได้รับ ก็จะทำให้เจ้าของสิทธิ์ตัวจริงถูกอธรรม มีคนหลายกลุ่มกำลังรอสิทธิ์ของเขาอยู่

ในกรณีที่มีบุคคลฝากซะกาตให้ไปแจกจ่ายนั้น ผู้รับฝากย่อมไม่ถือเป็นสิทธิ์ที่จะแบ่งส่วนจากเงินซะกาตนั้น

นอกจากนั้น ยังมีกรณีศึกษาพบว่า หากกลุ่มคนที่รวบรวมซะกาตนำซะกาตนั้นไปตั้งเป็นกองทุนสาธารณะกุศล หรือทำเป็นมูลนิธิที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เฉพาะกลุ่มพวกพ้องของผู้ที่จ่ายซะกาต มีการตั้งเงื่อนไขหรือระบุสิทธิ์ผู้ที่จะใช้ประโยชน์ให้ตกแก่กลุ่มคนเฉพาะ เช่นนี้ จะบรรลุถึงเป้าหมายของซะกาตได้แค่ไหน อย่างไร?
 
เศรษฐกิจแบบทุนนิยม มีธนาคารและระบบดอกเบี้ยเป็นแกนหลักเพื่อให้ผลตอบแทนแก่เจ้าของทุน และผู้มีโอกาส

แต่พื้นฐานเศรษฐกิจแบบอิสลาม มีระบบซะกาต จึงเน้นการกระจายรายได้ไปทั่วโดยเฉพาะสำหรับคนที่ด้อยโอกาส ไม่ใช่แบบ “รวยกระจุก จนกระจาย”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2009, 14:31:35 โดย double_a » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 03, 2009, 09:12:53 »

ประเภทต่อไปของผู้มีสิทธิ์รับซะกาต คือ ผู้ที่เราเรียกว่ามุอัลลัฟ ซึ่งหมายถึง คนที่จิตใจของเขาโน้มเอียงมาสู่อิสลาม หรือมุสลิมใหม่ที่ความศรัทธายังไม่มั่นคง (เมื่อเกิดศรัทธาที่มั่นคงแล้วก็ถือเป็นมุสลิม ไม่ใช่มุอัลลัฟอีกต่อไป) 

ในแต่ละกำปง แต่ละหมู่บ้าน เชื่อว่า มีกลุ่มคนหล่านี้อยู่

บางคนแต่งงานกับสามีมุสลิม พอสามีตาย ไม่รู้จะทำอย่างไร ความลำบากและโดดเดี่ยวทำให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมเพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร

บางคนตอนเข้าใหม่ๆ มีกองเชียร์มาก แต่สักพัก ก็หาย เผชิญปัญหาอย่างเดียวดาย

และบางคน ก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอ

คนเหล่านี้เป็นเจ้าของสิทธิ์ ที่เราต้องหาให้เจอ และไม่ลิมพวกเขา ดังที่ในซูเราะฮ์ อัซซารียาตกล่าวว่า 

وَفِي أَمْوَالِهِمْ حَقٌّ لِّلسَّائِلِ وَالْمَحْرُومِ
และในทรัพย์สมบัติของพวกเขาจัดไว้เป็นส่วนของผู้เอ่ยขอ และผู้ไม่เอ่ยขอ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 06, 2009, 12:15:03 »

ผู้น้อยแวะเวียนไปๆ มาๆ หลายเว็บในช่วงนี้ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของซะกาต น่าแปลกที่พบว่า มีการพูดถึงเรื่องนี้กันน้อยมาก

ทั้งๆที่เรื่องซะกาตสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของการละหมาด หรืออาจเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องของคนมีเงินเก็บเท่านั้น

แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับซะกาตกันทั้งนั้น (ซะกาตฟิตเราะฮ์อย่างแรก) ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม งานเลี้ยงละศีลอดที่จัดกันมากมาย

และพวกเราก็ไปละศีลอดกัน บางทีก็มาจากเงินซะกาต เงินสร้างมัสยิด สร้างโรงเรียน แม้กระทั่งเงินเดือนครู บางทีก็มาจากเงินซะกาต

รู้ไหมซะกาตคืออะไร? ฉันถามเด็กแถวบ้าน...

อ๋อ...ซะกาตคือเงินบริจาคในเดือนรอมะฎอน ถ้าบริจาคเดือนอื่นเป็นซ่อดาเกาะฮ์ ถ้าเขาให้เรา เราก็รับได้หมด  Shocked ...ฉันฟังแล้วอึ้ง ทำไมมั่วซะขนาดนี้

แล้วเขาเอาซะกาตไปซื้ออะไรกัน? ซื้ออาหารอย่างเดียวไหม? ฉันถามต่อ

มันก็เป็นเรื่องของเราแหละว่าเราจะเอาไปซื้ออะไร จะเอาไว้ซื้ออาหารอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะความจำเป็นในชีวิตมันมีแยะ เอาไปซื้อบัตรเติมเงินก็ได้เพราะเราต้องใช้มือถือ...หรืออื่นๆที่จำเป็น


แนวนี้เลยนะขอรับพี่น้อง ทำไงดีถ้าเราไม่พร่ำสอนกันเรื่องซะกาต

ซะกาตและซ่อดาเกาะฮ์เป็นคำพ้องขอรับพี่น้อง คือมีความหมายคล้ายคลึงกัน ขึ้นอยู่ที่เจตนาของผู้ปฏิบัติว่าจะทำให้เป็น ทานที่บังคับหรือสมัครใจ
ก็เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับคนที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่ หรือมนุษย์เงินเดือน หาเช้ากินค่ำ มันก็เลยเกิดความสับสนไม่น้อย คนที่จ่ายซะกาตก็ควรรู้ว่าจะจ่ายอย่างไร คนรับซะกาตก็รู้ว่ามีสิทธิ์แค่ไหน 

เรื่องซะกาตเป็นเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าคนที่นับถือศาสนาอะไรก็ตามได้รับรู้หลักการอิสลามในเรื่องซะกาต จะต้องทบทวนข้อกล่าวหาที่มีต่ออิสลามต่างๆ
นักเรียนเศรษฐศาสตร์ ถ้าไม่เน้นเรื่องซะกาต เรียนรู้ให้ลุ่มลึกในเรื่องนี้ จะถือว่าเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ไม่ครบถ้วนกระบวนความ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 06, 2009, 12:22:40 »

ไปเจอข้อมูลเรื่องซะกาตน่าสนใจในเว็บที่ไม่ใช่มุสลิม เขาตั้งชื่อเรื่องไว้น่ารักเชียวว่า " ซะกาต..ปันสุขแด่ผู้ยากไร้"
แต่ไม่ระบุชื่อผู้ให้ข้อมูล เขาพูดถึงบุคคลที่มีสิทธิ์รับซะกาตไว้ตอนหนึ่งว่า

๑. คนอนาถาหรือยากจน ( ฟะกีร์) คือ ผู้ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีผู้รับผิดชอบดูแล หรือแทบไม่มีรายได้ประจำ เช่น ต้องใช้จ่ายวันละ ๑๐ บาท แต่มีรายได้วันละ ๒- ๓ บาท

๒. คนที่อัตคัดขัดสน ( มะซากีน) คือ ผู้มีทรัพย์สินหรือรายได้ประจำบ้าง แต่ไม่เพียงพอในการดำรงชีวิต กลุ่มนี้จะมีฐานะดีกว่ากลุ่มแรก

๓. ผู้เข้ารับอิสลามใหม่ ( มูอัลลัพ) เพื่อเป็นการสนับสนุนให้กำลังใจ หรือเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่นให้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม

๔. ผู้บริหารการจัดเก็บและจ่ายซะกาต ( อามิร์) คือ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้เก็บซะกาต เช่น โต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหลัน และกรรมการมัสยิด ซึ่งมีหน้าที่บริหารเงิน ซะกาตฟิฏเราะห์ พวกเขาจะไม่ได้รับซะกาตโดยตรง แต่จะได้รับเงินตอบแทนในการมีส่วนร่วมในการบริหารเงินซะกาต

๕. ทาสที่ได้รับอนุมัติจากนายให้นำเงินไปไถ่ถอน ( ฮัมบามูกาตับ) ซึ่งสมัยนี้ไม่มีแล้ว

๖. ผู้มีหนี้สินจากการใช้จ่ายในการกุศลไม่ใช่หนี้จากการพนัน ( บีร์ฮูตัน)

๗. ผู้พลัดถิ่น และไร้เงินกลับบ้านเกิด ( มูซาฟิร์) เพื่อจะได้เป็นค่าเดินทางและอาหารระหว่างการ เดินทางนั้น

๘. ผู้ที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ หรือทำการต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการอิสลาม ( ฟีซาบีลิลลาห์) เช่น ครูผู้สอนศาสนา เป็นต้น

การซะกาตควรเฉลี่ยให้คนหลายประเภท ไม่ควรให้คนเดียว ประเภทเดียว และต้องให้แก่คนที่จัดอยู่ในหลักเกณฑ์ข้างต้น มิฉะนั้นจะถือเป็นโมฆะ ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รับซะกาต คือ ผู้มีรายได้พอแก่การยังชีพ (ถ้ามีรายได้ไม่พอ เพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่สมฐานะ หรือเล่นการพนัน ไม่มีสิทธิ์รับซะกาต) ผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดู ผู้ที่เป็นเครือญาติของตระกูลอาซิมและมุตตอลิบ ( เครือญาติของท่านนบี) ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม หากบริจาคให้แก่บุคคลเหล่านี้ นับเป็นโมฆะเช่นกัน

http://www.lek-prapai.org/web%20lek-prapai/lek-prapai-day/lek-prapai-day3-2548-artical-sakat1.htm
 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Silvia Irfan (سيلفيا عرفان)
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2291


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: กันยายน 06, 2009, 18:36:19 »

ขอเพิ่ม link จากอีกกระทู้นึงคือ

http://www.iqraforum.com/forum/index.php/topic,2018.0.html

กระทู้นี้กล่าวถึงซากาตไว้ค่อนข้างละเอียดเช่นกัน Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: กันยายน 07, 2009, 13:48:53 »

แหม๋...ขอบใจคุณซิลเวียมากๆ ปล่อยให้ผู้น้อยเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอยู่ซะตั้งนาน

ทำไมไม่เคยเห็นกระทู้นี้เลยนะ ท่านอบู โพสไว้ตั้งแยะเชียว

เมื่อวานเด็กแถวบ้าน (อีกแล้ว) มาปล่อยมุข ว่า...

----หลังจากที่เห็นมิสกีนคนเดิมๆ มาติดๆกันหลายวัน  ในที่สุดก็ได้รับคำเฉลยว่า ----

อ้อ  เมื่อวานฉันมาเอาซะกาต  ส่วนวันนี้มาเอาซอดาเกาะฮฺ   Huh? Huh? Huh?

แล้วพรุ่งนี้ คงมาเอาฟิตเราะฮ์

ส่วนมะรืนและวันถัดๆไปล่ะจะเหลืออารายยยย

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2009, 10:17:54 »

 

เรียนนายท่าน

ผู้น้อยใคร่ตั้งคำถามแก่กูรูนักเศรษฐศาสตร์ว่า เกิดอะไรขึ้นในแวดวงเศรษฐกิจขณะนี้  …
         
          จริงหรือ.......ที่ขณะนี้สถานการณ์ในโลกการเงินได้คลี่คลายไปมากแล้ว โรคภัยร้ายแรงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญมาตั้งแต่ไตรมาสสามปี ๒๕๕๑ ได้รับการเยียวยาจนทุเลาลงมาก ยามนี้ย่อมกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจโลกได้ผ่านห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วง ‘พักฟื้น’ อย่างแท้จริง ผู้น้อยขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ‘พักฟื้น’ เท่านั้น หาใช่ ‘ฟื้น’ ไม่
         
          เพื่อความเข้าใจภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้อย่างถ่องแท้ ผู้น้อยจะขอพิเคราะห์ให้นายท่านฟังดังนี้

เปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นดั่งมนุษย์ ขณะนี้ร่างกายของมนุษย์ผู้นี้ตอบสนองการรักษาของแพทย์เป็นที่น่าพอใจ และได้พ้นขีดอันตรายแล้ว ทว่ายังต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไปสักระยะ กล่าวได้ว่าอยู่ในช่วงพักฟื้น ยังไม่สามารถลุกขึ้นเดินเหินไปไหนได้ เสมือนคนไข้ที่ยังต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนั่นเอง มีสติรู้ตัว ยกมือทักทายผู้ไปเยี่ยมได้ ทานอาหารได้เล็กน้อย และยังต้องให้ ‘น้ำเกลือ’ อยู่ ทว่าไม่ต้องอาศัย ‘เครื่องช่วยหายใจ’ แล้ว (แต่ถ้าดูแลไม่ดี ก็อาจโคม่าได้อีก)

 
          ที่ผู้น้อยบรรยายมาข้างต้นนี้ย่อมช่วยให้นายท่านมองเห็นสภาวะการณ์ในโลกการเงิน ณ ขณะนี้ได้กระจ่างยิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย ส่วนเหตุที่ทำให้ผู้น้อยเชื่อว่า สถานการณ์ต่างๆได้คลี่คลายไปมากแล้วนั้น ย่อมเป็นสิ่ง ซึ่งนายท่านทั้งหลายทราบโดยแจ้งชัดอยู่แล้วจากข้อมูลเศรษฐกิจของมหาอาณาจักรอเมริกา อาณาจักรญี่ปุ่น และอาณาจักรยุโรป ซึ่งล้วนแต่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจได้พ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นมีอยู่ในหน้า ‘Real Time Portal’ ของ ‘efinancethai’ โดยพร้อมมูล วอนนายท่านติดตามค้นหา ผู้น้อยไม่ขอนำมาแจ้งไว้ในที่นี้            

         อย่างไรก็ตาม มีตัวเลขเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่มีนัยสำคัญที่สุดในการชี้วัดภาวะเศรษฐกิจโลก นั่นคือ ตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นดั่งชีพจรของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว เมื่อผู้น้อยได้ทราบว่า ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองของสหรัฐฯติดลบเพียง ๑ เปอร์เซ็น ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์จากที่ติดลบกว่า ๖ เปอร์เซ็นในไตรมาสแรก ผู้น้อยก็เกิดความดีใจเปรียบดั่งญาติผู้ป่วยที่กำลังเห็นสัญญาณชีพจรบนจอแสดงผลกำลังเต้นเร็วขึ้นและถี่ขึ้นอันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ร่างกายของผู้ป่วยตอบสนองต่อการระดมเยียวยารักษาของแพทย์แล้ว

          การระดมเยียวยารักษาที่ยังผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกพ้นขีดอันตรายย่อมมาจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้อาหารทางท่อ และการฉีดยากระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งได้แก่ การโอบอุ้มสถาบันการเงินที่เสี่ยงต่อการล้มละลาย การอัดฉีดสภาพคล่องเต็มพิกัด และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ แพทย์แต่ละคนย่อมได้แก่ รัฐบาลและธนาคารกลางสหรัฐฯ รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น รัฐบาลและธนาคารกลางในยุโรป ไปจนถึงรัฐบาลและธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาอาณาจักรจีน ซึ่งกระทำตนเป็นมิตรแท้ในยามยากได้น่าประทับใจที่สุด
 
         การใช้เครื่องช่วยหายใจก็ดี การให้อาหารทางท่อก็ดี และการฉีดยากระตุ้นหัวใจก็ดี ล้วนเกิดขึ้น หลังจากที่การเยียวยารักษาตามปกติได้แก่ การให้น้ำเกลือและยาตำรับสามัญ เกิดไม่ได้ผล ซึ่งหมายถึง การลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดเท่าที่จะทำได้นั่นเอง

          อย่างไรก็ดี นายท่านย่อมจะสังเกตได้ว่า ระยะหลังมานี้ บรรดาแพทย์ทั้งหลายเลิกใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว กล่าวคือ มหาอาณาจักรทางเศรษฐกิจทั้งหลายที่ประสบเคราะห์กรรมจากวิกฤตการเงิน หาได้ต้องโอบอุ้มสถาบันการเงินรายใหม่เพิ่มเติมอีกไม่ จึงกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงที่จะมีสถาบันการเงินล้มละลายอีกน่าจะหมดสิ้นไปแล้ว

          ส่วนการให้อาหารทางท่อนั้นยังคงมีอยู่เป็นระยะ แต่กระทำผ่านการรับซื้อสินทรัพย์จากสถาบันการเงินเป็นหลัก ผิดกับช่วงแรกที่มีการอัดฉีดสภาพคล่องแทบทุกวัน และเป็นไปในลักษณะฉุกเฉิน ปราศจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้าขณะที่การให้ยากระตุ้นหัวใจนั้นก็ทำแต่ในระดับที่เคยทำ ไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก และการให้น้ำเกลือประกอบกับยาตำรับสามัญนั้นไซร้ ย่อมต้องมีอยู่ต่อไป กล่าวคือ การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำอย่างถึงที่สุดจะยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งผู้น้อยคะเนว่าน่าจะหยุดให้น้ำเกลือได้ราวไตรมาส 2 ปีหน้า          

           การพิเคราะห์โดยอาศัยการสมมุติว่า โลกการเงินเป็นดั่งมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อวิญญาณนี้ ย่อมทำให้นายท่านทราบว่า สุขภาพของโลกการเงินในขณะนี้เปรียบได้กับคนไข้ที่มีอาการดีขึ้น สามารถหายใจได้เองแล้ว และอยู่ระหว่างพักรักษาตัวให้หายขาดจากโรค ทว่ายังไม่ขั้นที่ทำกายบริหารหรือเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ หมายความว่า กำลังกายยัง ‘ไม่ฟื้น’ เท่าที่ควรนั่นเอง
 
          จึงหาแปลกอันใดไม่ที่ภาวะการลงทุนทั้งในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ดี หรือ ตลาดหุ้นก็ดี ยังคงมีผันผวนอยู่มาก คาดการณ์ได้ไม่ถนัด อาจขึ้นเร็วลงแรงได้ทุกขณะ ยิ่งขณะนี้ปัจจัยบวกต่างๆได้ซึมซับรับทราบโดยทั่วกันแล้ว และได้สะท้อนอยู่ในมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายแล้ว ย่อมเป็นที่น่าหวั่นเกรงอยู่มากว่า มูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะที่ผ่านมานั้น จะมีความยั่งยืนหรือไม่เพียงใด และจะมีปัจจัยที่แสนประเสริฐมาค้ำจุนต่อไปหรือไม่ หน้าที่ในการหาคำตอบเหล่านี้ แท้จริงย่อมเป็นของนายท่านทุกคนที่เวียนว่ายอยู่ในระบบทุนนิยม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2009, 10:22:54 »

มาดูเรื่องของการลงทุนในตลาดทองคำ ที่กำลังมาแรงเหมือนกระทิงหนุ่มที่ทั้งเปลี่ยวและดุ
สหายกูรู ยาฮุ  รู้รอบ ตอบว่า
เหตุผลที่การลงทุนในตลาดทองคำมาแรง ก็คือ


1. ปัจจุบันทองคำแท่งไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หลังจากที่ภาครัฐได้ยกเลิกมาตรการดังกล่าวไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การซื้อขายทองคำแท่งทำได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จด้วย

2. ทองคำยังเป็นแหล่งที่พึ่งพิงสุดท้ายของคนเราเวลาตกทุกข์ได้ยาก ข้อนี้หลายท่านคงเห็นด้วยว่า เวลาที่เราขาดเงินนั้น ถ้าไม่ไปกู้คนอื่นเสียดอกเบี้ยแพงๆ เราก็มักจะใช้สมบัติเก่านี่ละเอามาแปรสภาพเป็นเงินสดประทังความทุกข์ยากชั่วคราว

3. การลงทุนด้วยทองแท่ง ไม่เสี่ยงเท่าวิธีลงทุนแบบอื่นๆ เพราะมูลค่าของทองยังคงอยู่ ซื้อง่ายขายคล่อง การลงทุนแบบอื่นๆ ก็ยังต้องศึกษาปัจจัยที่อาจจะเข้ามากระทบ เช่นเศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม ราคาหุ้นก็อาจจะวูบไหวไปมา หรือนำเงินฝากธนาคารหวังกินดอกเบี้ย ดอกก็ไม่งามเท่าไหร่ ซื้อที่ดินตุนไว้ หากทำเลไม่เป็นที่นิยมหรือดีจริงๆ ก็ทำให้ขายได้ยาก หรืออาจต้องยอมขาดทุนด้วยซ้ำ

ยิ่งในปัจจุบันนายท่านอาจจะต้องใช้สอยอย่างประหยัด คิดหน้าคิดหลังให้ถ้วนถี่ จะลงทุนอะไรก็ต้องแน่ใจว่าได้คืนและมีกำไรติดปลายนวมนิดๆหน่อยๆ ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของทองคำนี่แหล่ะ จะทำให้นายท่านทั้งหลายลงทุนแบบไม่เสี่ยง แถมเหมือนมีเงินออมติดบ้านอยู่ตลอดเวลาด้วย.
แต่ก่อนที่นายท่านจะลงมือชักกระบี่ต้องติดตามข้อมูลของตลาดทองอย่างถี่ถ้วนด้วยนะขอรับ



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2009, 10:27:00 »

October 16, 2009
ราคาทองคำจะขึ้นไปแตะระดับ 1,200 เหรียญก่อนที่จะร่วงลงต่ำกว่า 1,000 เหรียญ – CPM Group
ลอนดอน, 15 ตุลาคม 2009 – การซื้อเพื่อลงทุนเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญหนุนหลังที่จะผลักดันให้ราคาทองคำยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนผ่าน 1,200 เหรียญ ในอีก 6 เดือนข้างหน้า เบื้องหลังคือค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และความเป็นไปได้ของภาวะการเงินที่ไม่ราบลื่นของอเมริกา ที่ปรึกษา CPM Group กล่าว


“ราคาทองคำมีความสามารถที่จะไปต่อได้อีก”  จิฟฟียร์ คริสเตียน ผู้อำนวยการ CPM กล่าวกับ FastMarkets ในช่วงการสัมภาษณ์ “เราเห็นว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า ราคาทองคำจะแกว่งตัวอยู่ในช่วง 880-1,200 เหรียญ หมายความว่าราคาทองคำมีสิทธิ์ที่จะขึ้นแตะระดับ 1,200 เหรียญ ในอีก 6 เดือนข้างหน้า และหลังจากนั้นก็จะตกลงมาอย่างหนัก

“หนึ่งปีหลังจากนี้ เราจะไม่ประหลาดใจเลยที่จะเห็นราคาทองคำต่ำกว่า 1,000 เหรียญ แต่จะมีการขึ้นไปที่ระดับ 1,200 ก่อนที่จะตกกลับลงมาที่ระดับ 880 เหรียญ” เขากล่าวเพิ่มเติม

การทำจุดต่ำใหม่ของการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการเพิ่มขึ้นของความต้องการลงทุนในทองคำเมื่อต้นเดือนกันยายน เป็นตัวนำสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ราคาเคลื่อนไปทำลายสถิติจุดสูงใหม่ที่ระดับ 1,071.10 เหรียญ เมื่อวันพุธ ราคาทองคำมีการเคลื่อนตัวอย่างเฉื่อยๆในช่วง 930 – 970 เหรียญ ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

“ตลาดทองคำในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีสภาพคล่องเท่าที่ควร และคุณจะเห็นสัญญาณว่าผู้คนพูดถึงการส่งมอบทองและซิลเวอร์” เขากล่าว “มันเป็นสัญญาณการลงทุนที่หนาแน่นและแข็งแกร่งสำหรับผมและเราต้องการแค่ข่าวเศรษฐกิจและการเมืองที่ดีขึ้น เพราะมันจะช่วงส่งให้ราคาทองคำสูงขึ้น”

“อีกทั้งเราเห็นว่าตั้งแต่เริ่มต้นเดือนกันยายน มีการซื้อขายออปชั่นอย่างมากมายของนักลงทุนสถาบัน” เขากล่าวเพิ่มเติม “เราไม่ประหลาดใจเลยที่จะเห็นราคาที่เพิ่มขึ้นพร้อมข่าวร้ายในระหว่างช่วงนี้และเดือนเมษายน”

ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เศรษฐกิจได้พัฒนาขึ้นและมีความมั่นใจกลับเข้าสู่ตลาดเกิดแรงซื้อเพื่อการลงทุน

“ขณะนี้เป็นเพียงแค่ความเชื่อมั่นในตลาดทองคำและขาดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์อื่น” คริสเตียน กล่าว

“ผมไม่คิดว่าการเก็บรักษาทองคำจะเพิ่มพลังการซื้อให้กับคุณ ผมไม่คิดว่า ทองคำเป็นสิ่งวิเศษสำหรับการซื้อ แต่ผมคิดว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ เป็นสินค้าที่ควรจะอยู่ในส่วนหนึ่งของพอร์ทลงทุนของคุณ” เขากล่าวเพิ่มเติม


 www.bulliondesk.com แปลโดย ทีมวิเคราะห์ทอง MTS  15/10/2009
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2009, 10:34:59 »

ต่อเรื่องน้องทองอีกสักนิดขอรับ

จังหวะรุ่งทอง อวสานดอลลาร์ ? จับทิศทางโลก ผ่านเกมการเงินธนาคารกลาง
   
ราคา ทองคำ ทั้งทองแท่งและรูปพรรณยังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาเปิดซื้อขายวันที่ 13 ตุลาคม ทองแท่งอยู่ที่ 16,450 (ซื้อ)/16,550 (ขาย) ทองรูปพรรณ 16,206.04 (ซื้อ)/16,950 (ขาย) สอดคล้องกับทิศทางของราคาในตลาดโลก ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ต.ค.
สัญญาฟิวเจอร์สทองคำงวดส่งมอบเดือนธันวาคม พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุด 1,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระหว่างการซื้อขายก่อนปรับมาปิดที่ 1,057.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นับจากต้นปี 2552 ถึงปัจจุบัน ราคาทองคำพุ่งทะยานขึ้นมาแล้วประมาณ 20% สถานการณ์ของตลาดทองสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์ ที่ผ่านมา โดยพบว่าดอลลาร์ซื้อที่ระดับประมาณ 1.47 ดอลลาร์ต่อยูโร อ่อนค่าลงนับจากเดือนมีนาคม 17% และอ่อนค่าราว 8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งช่วงนั้นดอลลาร์อยู่ที่ 1.60 ดอลลาร์ต่อยูโร

ปรากฏการณ์ ของดอลลาร์และทองคำในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งแรงกดดันมาถึงตลาดเงินในเอเชียอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเงินเอเชียแทบทุกสกุลแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามแรงอ่อนค่าของดอลลาร์

แรงแข็ง ค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเอเชีย ส่งผลให้ธนาคารกลางในภูมิภาคต้องสกัดการแข็งค่าของเงินท้องถิ่นหลายครั้งใน ช่วง ต้นเดือนตุลาคม อาทิ สำนักงานการเงินฮ่องกง ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าธนาคารกลางของเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ยอมรับว่าได้แทรกแซง ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั้งสิ้น 3.88 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 500 ล้านดอลลาร์) เพื่อจำกัดการแข็งค่าของดอลลาร์ฮ่องกง


ธ.กลางทั่วโลกปรับเกมบริหารทุนสำรอง

นอกเหนือการแทรกแซงตลาดแล้ว ช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลาง หลายแห่งทั่วโลกได้ปรับกลยุทธ์ในการบริหารทุนสำรองเงินตรา ต่างประเทศใหม่ โดยมีทั้งการลดสัดส่วนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ในพอร์ตทุนสำรอง หันไปเพิ่มสินทรัพย์สกุลยูโรและเยนมากขึ้น

ข้อมูลของบลูมเบิร์ก พบว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ถือครองทุนสำรองเพิ่มขึ้นราว 4.13 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มของระดับทุนสำรองมากที่สุดนับจากปี 2546 รวม 7.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนั้น 63% ของทุนสำรองที่เพิ่มขึ้น เป็นสินทรัพย์สกุลยูโรและเยน ขณะที่สกุลดอลลาร์เพิ่มเพียง 37%

ขณะ ที่ธนาคารกลางบางประเทศ อาทิ รัสเซียและจีน ได้หันมากว้านซื้อทองคำเก็บ โดยธนาคารกลางรัสเซียได้เข้าซื้อทองคำรวม 300,000 ออนซ์ ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้แสดงความสนใจจะเข้าซื้อทองคำทั้ง 403 ตัน ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศนำออกขาย อีกทั้งจีนยังเป็นผู้ถือครองทองคำมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก จากการจัดอันดับของ สภาทองคำโลก ด้วยปริมาณทองคำ 1,040 ตัน นับถึงกันยายนปีนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเรียกร้องให้ชาวจีนหันมาซื้อทองคำเก็บ เพื่อป้องกันผลกระทบในกรณีหากเกิดฟองสบู่สินเชื่อในประเทศ

การ ปรับกลยุทธ์การบริหารทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการขายทองคำ เพื่อรักษาเสถียรภาพของดอลลาร์ มาเป็นการกว้านซื้อทองคำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ปลดล็อกทองคำ จนพุ่งทะยานพ้นระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง นับถึงวันจันทร์ที่ 12 ต.ค.


แกะรอย ธปท.แทรกแซงบาท

ค่าเงินบาทของไทย ก็หนีไม่พ้นแรงกระทบจากดอลลาร์อ่อน โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (5-9 ต.ค.) เงินบาทได้ปรับแข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 33.28-33.45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 14 เดือน

ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงินออกมายอมรับเป็นคนแรกว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย ที่ยังเปราะบางกว่าประเทศอื่น ทำให้ ธปท.ต้องเข้าดูแล ไม่ให้เงินบาทผันผวนแข็งค่าเร็วเกินไป

และล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ ที่ผ่านมา นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ยอมรับเช่นกันว่า ธปท.ได้เข้าดูแลค่าเงินบาทอยู่ และค่าเงินยังเกาะกลุ่มกับภูมิภาค ค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าเร็วเป็นไปตามค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและ ทองคำที่ขณะนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตอนนี้ราคาค่อนข้างจะผันผวนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนและ แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้

แหล่งข่าวจาก ธปท.เปิดเผยว่า ช่วงนี้ ธปท.เข้าดูแลค่าเงินบาท ค่อนข้างมาก ทำให้วงเงินที่ ธปท.รับผิดชอบในการดำเนินการแทรกแซงค่าเงินบาทไม่เพียงพอ ต้องขออนุมัติวงเงินในการ เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทเพิ่มเป็นระยะ ๆ จากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

"กฎหมาย ธปท.กำหนดหน้าที่ของ กนง.ต้องบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้มีหน้าที่ในการดูแลการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท ด้วยการพิจารณาวงเงินในการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศด้วย" แหล่งข่าวธปท.กล่าว

ทั้ง นี้ การเข้าดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. ส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด ณ 2 ต.ค. 2552 อยู่ที่ 131,346.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะสินทรัพย์ต่างประเทศมีจำนวน 126,743.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีฐานะ forward 15,637 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ธปท.มีสินทรัพย์เงินตรา ต่างประเทศรวม 142,380.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากต้นปี ณ 2 ม.ค. 2552 ที่สินทรัพย์เงินตราต่างประเทศรวม 114,822.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ ธปท.ต้องมีภาระในการเข้าดูแลค่าเงินบาท โดยการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศ และขายเงินบาท ทำให้ต้องดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่กำหนด 1.25% แต่ ธปท.ยืนยันว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายเหมือน ที่เคยออกมาตรการกันสำรอง 30% เมื่อ 18 ธ.ค. 2549

ขณะที่ นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการเงิน ยอมรับว่า ธปท.เข้าแทรกแซงเงินบาทค่อนข้างมากทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก แต่หาก ธปท.ต้องแทรกแซงไปเรื่อย ๆ อาจไม่เหมาะเพราะอาจเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องรักษาอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่กำหนด

และหาก ธปท.อุ้มเงินบาทไม่ให้แข็งค่าต่อไป สินทรัพย์ของ ธปท.ก็จะเต็มไปด้วยเงินตราต่างประเทศและจะกลายเป็นบัญชีที่ดูแล้วประเทศร่ำ รวย แต่เกิดจากการแทรกแซงค่าบาท ซึ่งมีต้นทุน

เพื่อช่วยลดแรงกดดัน การแข็งค่าของบาท นายพรายพลเสนอว่าต้องกระตุ้นให้ดำเนินการอย่างจริงจังใน 2 แนวทางคือ สนับสนุนให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.ได้ผ่อนเกณฑ์เงินไหลออกให้แล้ว จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนควรไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า

อีกแนวทางที่ สำคัญคือ การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการใช้จ่ายและการลงทุนมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่รัฐบาลประกาศมา ตั้งนานแล้ว ควรเร่งดำเนินการ เพราะหากมีการลงทุนก็ต้องมีการนำเข้า ทำให้การเกินดุลการค้าลดลง เงินบาทจะได้ไม่แข็งค่ามากเกินไป ผู้ส่งออกก็สบายได้ว่าจะได้มีคำสั่งซื้อมากขึ้น

"การให้ภาครัฐเร่ง ใช้จ่ายลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดี เพราะประเทศเรายังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม และเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งภายใต้วิกฤตแบบนี้ราคาวัตถุดิบยังไม่แพง ใคร ๆ ก็อยากให้กู้ อยากขายสินค้า ถ้าไม่ทำตอนนี้อาจช้าเกินไป ทำให้เสียโอกาส ทั้ง ๆ ที่ประเทศเราอยู่ในฐานะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้"


ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจออนไลน์

www.namchiang.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2009, 14:57:05 »


ความน่าสนใจของทองคำ ส่งผลให้เว็บไซต์ของเอ็นบีซีนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ "ผู้ถือครองทุนสำรองที่เป็นทองคำมากที่สุด" 15 อันดับแรก ซึ่งประกอบด้วย 13 ประเทศและ 2 สถาบัน

อันดับหนึ่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีทุนสำรองที่เป็นทองคำทั้งสิ้น 2.9836 แสนล้านดอลลาร์ โดยเก็บรักษาอยู่ที่สถาบัน รับฝากทองสหรัฐ ในเคนทักกี โรงกษาปณ์ที่ฟิลาเดลเฟีย โรงกษาปณ์ที่เดนเวอร์ สถาบันรับฝากทองที่เวสต์พอยต์ และสำนักงานถลุงแร่ทองคำในซานฟรานซิสโก

อันดับ สอง คือ เยอรมนี มีทุนสำรองทองคำรวม 1.2501 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปริมาณทองคำในครอบครอง 3,749.1 ตัน ตามด้วย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีทุนสำรองที่เป็นทองคำรวม 1.18 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปริมาณทองคำในครอบครอง 3,539 ตัน และ อิตาลี ที่สำรองทองคำเก็บไว้ รวม 8.992 หมื่นล้านดอลลาร์ ในอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับนอกจากนี้ยังมี ฝรั่งเศส จีน และสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำรองทองคำไว้เป็นมูลค่า 8.968 หมื่นล้านดอลลาร์ 3.865 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 3.815 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามลำดับ

อันดับ 8 เป็น ญี่ปุ่น มีทองคำในมือ 2.807 หมื่นล้านดอลลาร์ อันดับ 9 เป็น เนเธอร์แลนด์ ที่มีทองคำในครอบครอง 2.247 หมื่นล้านดอลลาร์ ถัดไปเป็น รัสเซีย มีทองคำในมือ 2.085 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีปริมาณทองคำในมือ 625.2 ตัน

ในอันดับ 11-15 ได้แก่ ธนาคารกลางแห่งยุโรป 1.839 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง 18.8% รวม 551.5 ตัน ไต้หวัน 1.53 หมื่นล้านดอลลาร์ โปรตุเกส 1.403 หมื่นล้านดอลลาร์ อินเดีย 1.312 หมื่นล้านดอลลาร์ และ เวเนซุเอลา 1.307 หมื่นล้านดอลลาร์


โดย รวมแล้วทองคำในการถือครองของ 13 ชาติชั้นนำ และสถาบันการเงินเสาหลัก 2 แห่ง มีปริมาณทั้งสิ้น 29,634 ตัน หรือคิดเป็น 20.5% ของปริมาณทองคำทั่วโลก นอกจากนี้ยังพบว่า ทองคำกระจายอยู่ในการถือครองของบริษัทเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซื้อขายทองคำในตลาดโลก มีอยู่ 4 ราย ไม่นับรวมสวิตเซอร์แลนด์ ที่ถือเป็นผู้มีบทบาทในตลาดทองคำเป็นอันดับ 2 ของโลก ประกอบด้วย กองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ กองทุนที่เน้นการลงทุนในผลิตภัณฑ์อ้างอิงรายใหญ่สุด มีทองคำในครอบครอง 1,109.314 ตัน นับถึง 14 ตุลาคม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงระดับการถือครองมาตั้งแต่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ขณะ ที่อันดับ 2 คือ อีทีเอฟ ซีเคียวริตีส์ ถือครองทองคำแท่ง 8.066 ล้านออนซ์ และอันดับ 3 เป็นบาร์ริกส์โกลด์ ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่สุดของโลก และ แองโกลโกลด์ อาชันติ ตามมาเป็นอันดับ 4


อย่างไรก็ตาม ในแง่ของแหล่งทรัพยากรทอง ถือว่ากานาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทโดดเด่น ไม่แพ้แคนาดา แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย แม้ว่าปัจจุบันจีนเป็นประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่สุดของโลก โดยพบว่าปัจจุบันกานามีบริษัททองรายใหญ่ 13 ราย ในจำนวนนั้นรวมถึงแองโกลโกลด์ อาชันติ ครอบครองแหล่งทองมาก คิดเป็น 17% ของแหล่งทองทั่วโลก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
double_a
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


โปรดอย่าเชื่อผู้น้อยให้มาก... ใจดีแต่ขี้ลืม....


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 16:01:30 »

อัสลามุอะลัยกุม หลังจากที่หายหน้าไปนาน ผู้น้อยก็ "กลับบ้านเก่า" มาแต่โดยดี  พี่น้องสบายดีกันนะขอรับ

"กลับบ้านเก่า"ในที่นี้ หมายถึงกลับมาบ้านที่อิกเราะอฺนะขอรับ อย่าเข้าใจเป็นออื่น สมัยนี้ จะพูดจะจาอะไรก็ต้องตีความกันให้ถูกต้อง

ช่วงเวลาอย่างนี้ แดดแรงๆ ของปลายหนาวต้นแล้ง ต่างจากปลายฝนต้นหนาวอย่างสิ้นเชิง เสียงแว่วมาว่า เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นแล้ว ทำไมล่ะ?

เขากระซิบว่า งบประมาณแผ่นดินจะเพิ่มมาอีก 7.6 หมื่นล้านหรือเปล่า ( ซะงั้นเลยนะ )

ในขณะที่สังคมกำลังเดินหน้าหาความยุติธรรม วันก่อน ผู้น้อยได้ฟังมิตรสหายวิเคราะห์ถึงคำว่า “ยุติธรรม”แล้วรู้สึกทึ่ง

สหายท่านหนึ่งบอกว่า คำว่ายุติธรรมฟังดูน่าจะหมายถึง "ความเป็นธรรม ความเที่ยงตรง" แต่พอลองแยกเป็นคำว่า "ยุติ" น่าจะแปลว่า "หยุด" กับคำว่า "ธรรม" น่าจะแปลว่า "ความถูกต้อง"

พอเอามารวมกัน กลายเป็น “หยุดความถูกต้อง” ( โห...คิดได้ไงนี่)

สหายอีกคนหนึ่งผู้คงแก่เรียนมากกว่า แย้งว่า “มั่วแล้วๆ เพื่อนเอ๋ย”

ยุติธรรม น่ะ ยุติมันมาจากหยุดก็จริงอยู่ แต่มันหมายถึง “หยุดด้วยความเป็นธรรม หยุดอย่างถูกต้องต่างหาก”

ย้อนกลับมาดู วันแห่งการตัดสินคดีที่สร้างความลุ้นระทึกให้แก่คนทั้งประเทศและนอกประเทศ รายละเอียดต่างๆในการแก้ข้อกล่าวหา และคำอธิบายมากมาย

ทำให้ผู้น้อยนึกไปถึงวันแห่งการพิพากษาที่แท้จริง วันที่จะมีผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดในวันแห่งการตอบแทน จะทำการสอบสวนมนุษย์ที่ต่างกล่าวอ้างว่า

ตนเองมีความชอบธรรม ตนเองสามารถอธิบายได้อย่างสมควรแก่เหตุและผล วันนั้นทุกคนจะถูกปิดคดีโดยชอบธรรม (ไม่ต้องมาโต้แย้งอีกแล้ว เพราะอวัยวะทุกอย่างจะเป็นพยานด้วย)

แฮะ แฮะ วันนี้ดับเบิ้ลเอ พาคุยเรื่อยเปื่อย ต้องขออภัยทุกท่านขอรับ แล้วจะหาข้อมูลมาเรื่องเศรษฐกิจโลกมาฝากครั้งหน้านะขอรับ 

   Huh? 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 18:05:43 »


วะอะลัยกุมุสลาม วะเราะมาตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮ ฺ

ยินดีต้อนรับกลับสู่อิกเราะอ์ค่ะ


คดีใหญ่....
ทั้งวิทยุ และทีวีถ่ายทอดกันใหญ่  Smiley
(ฟังอยู่พอดี)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.173 วินาที กับ 21 คำสั่ง