อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
เมษายน 08, 2020, 03:07:40 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "อิกเราะอ์ฟอรั่ม" และ ขอความกรุณาอ่าน กติกาและข้อตกลงการใช้งาน ด้วยนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่มีอะไรให้ต้องค้นหา  (อ่าน 1229 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
adminbriss
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ธันวาคม 13, 2008, 23:25:17 »

เขียนโดย นัย หุเสนีย์   
คืนนี้ไม่เหมือนเมื่อคืนก่อน เกือบเดือนแล้วมั๊ง ที่ไม่ได้มานั่งชมจันทร์เต็มดวงผู้เปล่าเปลี่ยว มีแค่ดาวสองสามดวงเป็นเพื่อน ดาวอะไรสักดวงกระพริบปริบๆ อยู่ตรงขอบฟ้าด้านตะวันออกเฉียงใต้ เกือบๆ จะถูกบังด้วยเงาสีเทาของยอดมะพร้าวสูง ไปหลบมุมโน้นอยู่ได้ยังไงไม่รู้ ไม่เหงาบ้างหรือไร ? เหงาสิ ถึงได้ออกมานั่งคนเดียว บนรั้วระเบียงตรงชั้นสองของบ้านริมถนนนี่ไงล่ะ นาฬิกาบอกเวลาเกือบห้าทุ่มแล้ว ถนนวังเวงไม่มีเสียงรถ แสงไฟสีแสดอ่อนตามเสาส่องให้บรรยากาศเงียบเหงาเข้าไปอีก แต่ลมเย็นแฮะ ไม่นึกว่าอากาศใกล้ดึกแบบนี้จะมีลมเบาๆ ให้หวิวในใจได้ด้วย มานั่งทำอะไรตรงนี้?

มอง ฟ้าอีกครั้ง คืนนี้เห็นฟ้าใสแบบกลางคืนชัดเจนเลยเนอะ เมฆไม่ค่อยมีน่ะสิ ทำไมฟ้ากว้างจังเลย ทำไมเราไปถึงสุดขอบฟ้าไม่ได้หนอ อยากไปให้ถึงจังเลย

คิด ถึงตอนเด็กๆ จำได้ว่าชอบมองท้องฟ้าใส มีเมฆกลุ่มน้อยๆ เป็นปุกปุย แล้วยิ้มให้มัน สนุกดี บางทีเมฆดูเหมือนภูเขา บางทีดูเหมือนต้นไม้ บางทีดูเหมือนรูปคน รูปสัตว์ รูปอะไรๆ เมฆก็เป็นได้หมด อิจฉาเมฆจังเลย แล้วเมฆก็ลอยไป ลอยไปตกเป็นฝนที่ไหนก็ไม่รู้ มันมีทางสุดของมันหรือเปล่าหนอ?

 

 

มี รถผ่านมาคันหนึ่ง ทำลายความเงียบไปไม่น้อยกว่าสามวินาที รถมาจากทิศใต้ จะไปไหนนะ ดึกๆ แบบนี้ยังขับรถบนถนนอยู่อีก ไม่ง่วงไม่เหนื่อยกันบ้างเลยหรือ ?

ทางเส้นนี้จะไปสุดที่ชายทะเล ทะเลที่มีหาดสวยทางทิศเหนือ ไม่ไกลจากจุดที่นั่งชมจันทร์

เคย ไปทะเลเหมือนกัน ชอบทะเลมากพอใช้ได้ ไปนั่งบนก้อนหินใหญ่ริมหาด ดูคลื่นตีฝั่งครืนๆ ไปขอคำปรึกษาจากทะเลเวลาช้ำใจ เวลาเหนื่อยกายหรือเบื่อบรรยากาศรอบข้าง ไปหากำลังใจจากทะเล

ทะเล สอนให้รู้จักและสู้ชีวิต มันไม่ยอมหยุดตีฝั่ง คลื่นลูกแล้วลูกเล่าไถลลื่นเป็นเกลียวม้วน ทยอยกันมาเป็นระลอกๆ เข้าหาแผ่นดิน ไม่ยอมแพ้กาลเวลาที่คอยท้าทายมัน จะฝนตกฟ้าร้อง จะมีแดดหรือไม่มีแดด จะเป็นกลางวันหรือกลางคืน มันก็ไม่หยุดตีฝั่ง ไม่รู้เหนื่อย ไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งอื่นบ้างเลย

ถ้าเป็นอย่างทะเลได้ก็ดี ชีวิตนี้คงไม่มีคำว่ายอมแพ้ เหมือนคลื่นทะเล

แต่ บางครั้งก็สับสนนะ ถึงจะมีที่ปรึกษาดีๆ อย่างทะเลก็เถอะ สับสนว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร จะสู้เพื่ออะไร มีชีวิตมานานแล้ว อะไรๆ ในชีวิตก็ยังวนเวียนซ้ำซาก ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เบื่อๆ ก็มานั่งชมจันทร์อย่างนี้อีก

มองดวงดาว มองท้องฟ้า ทำทีเป็นนักปรัชญาค้นหาความจริงของชีวิต โอ้หนอชีวิตนี้ ลึกลับเสียจนต้องมานั่งไขคำถามหาคำตอบเป็นงานเป็นการเชียว

จะว่าไป มันก็ลึกลับพอดูเหมือนกัน บางครั้งก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องคิดแบบนั้นแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งจนใจ

 

 

เวลา ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ดวงจันทร์กระเถิบไปแล้วนิดหนึ่ง  ดาวดวงนั้นยังกระพริบปริบๆ ไม่หายไปไหน เหมือนอยากจะคุยด้วย มีรถวิ่งมาอีกคัน คราวนี้มาจากฝั่งทะเล มุ่งหน้าไปทิศใต้ สุดทางไกลโน้นเป็นภูเขา ภูเขาเยอะแยะเป็นเทือกๆ นับแล้วนับอีกก็ไม่ยอมหมด

ภูเขา ที่สูงที่สุด อยู่ไกลจากมุมเหงาที่นั่งอยู่นี้ไปอีกกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร มองจากตรงนี้ไม่เห็น แต่ภาพในความนึกคิดเห็นได้ชัดเพราะความคุ้นเคย และยังอยากไปอีกทุกครั้งที่คิดถึง

คิดถึงเขื่อน ใหญ่ที่กั้นแม่น้ำ จนกลายเป็นทะเลสาบกว้าง มีเกาะแก่งเล็กใหญ่ประปรายอยู่ตรงกลาง สายน้ำแทรกลึกเข้าไปตามซอกซอยระหว่างช่องเขา ผืนน้ำกระเพื่อมเป็นริ้วเป็นสายยามเรือหางยาวเล็กๆ วิ่งผ่าน ถ้าปราศจากสิ่งใดรบกวน น้ำสีเขียวเข้มในทะเลสาบจะดูนิ่งน่ากลัว

ธรรมชาติ บนเขาริมเขื่อนเขียวสดทั่วทุกระแหง ดอกหญ้าสีนวลชูก้านไสวพลิ้วลมอยู่ริมทาง ทางที่ตัดขึ้นสู่ภูเขาสูงลาดชัน วกเวียนไปมาซ้ายขวาหลายตลบจนถึงยอดเขาแล้วย้อนลงสู่ทางลาดต่ำอีก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งกว่าจะไปถึงจุดหมายที่เห็นอยู่รำไรข้างหน้า

บน ยอดภูสูงนั้นถ้ามองลงต่ำก็จะเห็นน้ำในทะเลสาบด้วยวิวสวยงามประหลาดตา ภูเขาสูงเสียจนเกือบไล่จับเมฆที่ลอยไปลอยมาอยู่เหนือหัวอยู่ได้เชียว ถ้าเป็นกลางคืนคงจะอยู่ใกล้ดวงดาวกระพริบจนสามารถได้ยินเสียงกระซิบของมัน เลยกระมัง

ไกลไปอีกหลายเทือกเขาที่ทางตัดไปถึง เป็นหมู่บ้านนิคมสร้างตนเอง มีสวนทุเรียน ลองกอง มังคุด ลางสาด จำปาดะ และอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ชาวบ้านเขาปลูกบ้านเล็กๆ คล้ายๆ กระท่อมเอาไว้ในสวน แค่มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นลูกทุเรียนยิ้มแฉ่งยังกับว่าพร้อมจะหล่นใส่หัว

ไปจนสุดทางนั้นจะมีลำธารกว้าง น้ำใสเห็นหมู่ปลาแหวกว่ายชื่นอกชื่นใจ  ไม่น่าเชื่อว่าบนเขาสูงจะมีปลาตัวเล็กตัวใหญ่เยอะแยะไปหมด น้ำในลำธารเย็นเฉียบให้ดำผุดดำว่ายอย่างสะใจคนห่างธรรมชาติ ห่างซะจนต้องมานั่งคิดถึงมันทุกครั้งที่เหงาอยู่คนเดียวแบบนี้ เมื่อไรจะได้เจอกันอีก หือ ภูเขาสูง ?


น้ำ ค้างเริ่มลงมาแล้ว คนนั่งเหม่อเริ่มรู้สึกชื้นๆ อ้าปากหาวหวอดๆ สองสามครั้ง ยัง ... ยังไม่เลิกคิดถึงภูเขา นี่ถ้าเป็นบนยอดภูคงจะหนาวกว่านี้อีก

ทำไมเรา ไม่มีชีวิตอยู่กับภูเขาซะเลย ถ้าต้องอยู่แบบนั้นจริงๆ จะอยู่ได้ไหม ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ ถึงจะรักดอกไม้ป่ากับลำธารใสบนภูเขามากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่สู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเป็นจริงเป็นจังหรอก เคยชินกับเสียงรถ คุ้นกับคนหลายหน้าหลากตา เพลินกับความสะดวกสบายแบบคนรุ่นใหม่ในเมือง มีทีวี คอมพิวเตอร์ มือถือ อินเตอร์เน็ต และ ... จนไม่คิดว่าตัวเองจะไปอยู่บนภูเขาได้ แค่ไปเยี่ยมชมต้นทุเรียนบางครั้งคราวคงจะได้มั๊ง ไม่ใช่ลืมกำพืด ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่รู้สิ บางทีอาจเป็นเพราะชีวิตมันพาให้เปลี่ยนไป วกกลับไปไม่ได้อีกแล้ว

อยู่ในเมืองก็ไม่ได้เสีย หายหรอก ถ้าป่ามีอะไรให้ค้นหา เมืองก็มีอะไรให้ค้นหาเหมือนกัน เพียงแต่คนละเรื่องกับป่าเท่านั้น คนป่ามักจะอยู่ในเมืองได้ แต่จะให้คนเมืองไปอยู่ในป่านี่สิ ไม่รู้จะได้ไหม

คน ป่าอยู่ในเมืองได้อย่างไร ไม่มีคำตอบที่เป็นวิชาการหรอก แต่พวกที่อยู่ในเมืองตอนนี้เป็นคนมาจากป่าทั้งนั้น มาอยู่กันเต็มไปหมด โดยเฉพาะลูกหลานหนุ่มสาว พ่อแม่ทำงานหาเงินส่งให้ลูกมาเรียน มาเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในเมือง จะได้ทันสมัย แล้วไม่ต้องกลับไปอยู่ป่าอีก

น่าสงสาร เด็กบางคนมาเรียนในเมือง ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน ไร้เดียงสาอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างที่ถูกบ่มเพาะมาจากป่า เช่นดอกไม้บานที่เพิ่งถูกปลิดมา ให้คนเมืองได้ดมได้ตอมเพราะไม่เคยเห็น เหมือนขาดธาตุที่จำเป็นแก่ชีวิตบางประการ ด้วยความที่ใช้ชีวิตแต่ท่ามกลางอากาศและบรรยากาศเสียๆ  นานๆ ครั้งจะได้พบเห็นความงามที่มาจากป่าจากธรรมชาติ

ไม่ นาน ความสดความสวยที่พกพามาจากถิ่นไกลก็เหี่ยวเฉา กลายเป็นดอกไม้แห้ง เพราะถูกฉีดพ่นด้วยสารเคมีรอบด้านในเมือง ถูกแต่งแต้มด้วยแสงสีจากไฟตามเสา ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมใหม่อินเทรนด์ หนุ่มสาวบริสุทธิ์ผู้มาจากป่า ในที่สุดก็กลายเป็นธรรมชาติจำแลง เหลือเอาไว้แค่ความรู้สึกลึกๆ ในบางครั้ง ที่สำนึกเดิมหวนหาธรรมชาติและอยากกลับไปสู่อ้อมกอดมันอีก ทุกครั้งที่เหงา ทุกยามที่ได้มานั่งชมเดือนชมดาว ด้วยใจที่ตั้งคำถามอยู่ร่ำเรื่อยว่า ตัวเองออกจากป่า มาค้นหาอะไรในเมือง ?

 

น้ำ ค้างเริ่มลงหนามากขึ้น ดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ตรงกลางฟ้า ดาวที่กระพริบอยู่ปริบๆ ดูห่างออกจากดวงจันทร์ไปอีก เมฆดำที่ก่อตัวตรงมุมหนึ่งของแผ่นฟ้ากว้างกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาบดบังแสงจันทร์ เสียงเงียบกลางดึกสงัด ได้ยินก็แต่หัวใจเต้นตุบๆ กับเสียงหาวหวอดๆ บอกอาการง่วงได้ที่

แมว สีดำตัวหนึ่งไม่รู้มาจากไหนตั้งแต่เมื่อไร เดินมาร้องเหมียวๆ อยู่ที่ปลายเท้า มันคงเหงาด้วยล่ะมั๊ง อากาศหนาวๆ แบบนี้ คงไม่มีเพื่อนให้มันซุกซ่อนอิงแอบ ถึงได้มองตาแป๋วบอกแววขอร้องให้จับขึ้นอุ้ม

ชู่ ... ไม่เอา ไปซะไป คนกำลังค้นหาคำตอบของชีวิต อย่ามาทำลายบรรยากาศสิ หาววว ... กระพริบตาไม่ขึ้นแล้วแฮะ

มอง ฟ้าอีกครั้ง เหมือนดวงจันทร์ยิ้มเยาะ เหมือนดวงดาวกำลังขำ มนุษย์พันธุ์ไหน อยู่ดีๆ ก็มานั่งตรงนี้ นั่งทอดความคิดเรื่อยเปื่อยนึกแต่หนหลัง เพราะมองข้างหน้าไม่เห็น

เมฆดำลอยมาเรื่อยๆ ลอยมาปิดแสงจันทร์ แล้วลอยจากไป ดวงดาวตรงยอดมะพร้าวกระพริบแสงปริบๆ เหมือนกำลังบอกลา บอกไล่ให้คนนั่งกลับเข้าไปนอน

เหมือน ดวงดาวกำลังตั้งคำถามกับคนนั่งเหงา จะหาอะไรกันนักหนากับชีวิต? จู่ๆ คืนนี้ฉันก็กระพริบอยู่ตรงยอดมะพร้าวให้มนุษย์คนหนึ่งได้มานั่งชม มานั่งนินทา คืนพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรสำคัญนักเชียวหรือ ? ถ้าพรุ่งนี้เธอไม่มานั่งชมฉันตรงนี้อีก ฉันจะมีหรือไม่มี มันสำคัญสำหรับเธอหรือ ? ฉันมีความสำคัญเพราะเธอกำลังมองฉัน ณ ปัจจุบัน ณ เวลาที่เธอต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน แล้วเธอก็ไม่เคยบอกฉันว่าพรุ่งนี้เธอจะมาเจอฉันอีก เธอไม่เคยคิดว่าฉันจะเป็นอย่างไรหลังจากที่เธอจากฉันไปแล้วคืนนี้ แล้วเธอเที่ยวถามตัวเองทำไมว่าเธอกำลังค้นหาอะไร ?

ใช่ ไม่มีอะไรให้ต้องค้นหา ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีพร้อมแล้ว ดวงจันทร์ ดวงดาว ป่า ภูเขา ลำธาร ทะเล ธรรมชาติ เมือง แสงไฟ ถนน และชีวิตที่เดินทางไม่หยุด แม้ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรเลยก็ตาม

บางสิ่ง บางอย่างเราอยู่กับมันจนไม่ต้องค้นหา แต่อีกหลายอย่างที่ขาดหายไปทำให้ใจว้าเหว่เหลือเกินเมื่อมานั่งคิดถึง ทั้งทะเลและภูเขา ทั้งดวงจันทร์และดวงดาว ทั้งทะเลสาบและลำธาร ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีอยู่ แต่ใจยังเพรียกหาเหมือนมันได้หายไปจากชีวิต

ไม่ ไม่ใช่สิ่งนั้นหรอกที่หายไปจากชีวิต ทว่าบางทีสิ่งที่หายไปจากเราอาจจะเป็นเวลาก็ได้ เวลาที่จะมานั่งคิดคนเดียวว่า จะเข้าไปใกล้ชิดกับสิ่งที่อยู่ในใจได้อย่างไรเท่านั้น

กระโดด เบาๆ ลงจากรั้วระเบียงที่นั่งอยู่ หันไปมองดาวดวงที่กระพริบปริบๆ อยู่เป็นครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้มันคงจะออกมากระพริบปริบๆ บนขอบฟ้านั้นอีก มันคงไม่มานั่งถามตัวเองหรอกว่ากำลังค้นหาอะไร ถึงเวลาจะมา มันก็มาของมัน นั่นสินะ ท้องฟ้าก็อยู่กับมันอยู่แล้ว และมันก็มีเวลาเต็มที่ที่จะอยู่บนท้องฟ้าเพื่อมากระพริบปริบๆ ให้คนเหงามานั่งชม ยามที่ตัวเองรู้สึกอยากจะเป็นนักปรัชญา

ไม่มีอะไรให้มันต้องค้นหาเลยจริงๆ.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.116 วินาที กับ 21 คำสั่ง