อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ธันวาคม 05, 2020, 04:19:34 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความประเสริฐของวันอาชูรออฺและเดือนมุหัรร็อม  (อ่าน 2348 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
adminbriss
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2008, 07:28:09 »


เขียนโดย เชคมุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด
อบู อัชบาล ถอดความและเพิ่มเติม



    
เดือนมุหัรร็อมเป็นเดือนที่ยิ่งใหญ่และมีความประเสริฐ เป็นเดือนแรกในรอบปีฮิจเราะฮฺศักราช และเป็นเดือนหนึ่งของบรรดาเดือนที่ต้องห้าม อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

((إِنَّ عِدَّةَ الشُّهُورِ عِندَ اللّهِ اثْنَا عَشَرَ شَهْراً فِي كِتَابِ اللّهِ يَوْمَ خَلَقَ السَّمَاوَات وَالأَرْضَ مِنْهَا أَرْبَعَةٌ حُرُمٌ ذَلِكَ الدِّينُ الْقَيِّمُ فَلاَ تَظْلِمُواْ فِيهِنَّ أَنفُسَكُمْ)) [التوبة : 36]

“แท้จริงจำนวนเดือนต่างๆ ณ อัลลอฮฺนั้นมีสิบสองเดือนในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในจำนวนเดือนต่างๆเหล่านั้นมีสี่เดือนที่ต้องห้าม นั่นคือบัญญัติอันเที่ยงตรง ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าอธรรมต่อตัวของพวกเจ้าเองในเดือนเหล่านั้น” (อัตเตาบะฮฺ, 36)


อบูบักเราะฮฺเล่าว่า ท่านนบีศ็อลลัลลออุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

((… السَّنَةُ اثْنَا عَشَرَ شَهْراً مِنْهَا أَرْبَعَةٌ حُرُمٌ : ثَلاَثَةٌ مُتَوَالِيَاتٌ ذُوْ الْقَعْدَةِ وَذُو الْحِجَّةِ وَالْمُحَرَّمُ، وَرَجَبَ مُضَر الَّذِي بَيْنَ جَمَادَى وَشَعْبَانَ))

“... หนึ่งปีมีสิบสองเดือน ในจำนวนเดือนเหล่านั้นมีสี่เดือนที่ต้องห้าม สามเดือนอยู่ต่อเนื่องกัน นั่นคือ ซุลเกาะดะฮฺ ซุลหิจญะฮฺ และมุหัรร็อม และเดือนเราะญับของมุฏ็อรซึ่งอยู่ระหว่างเดือนญุมาดา (อัลอาคิร) และชะอฺบาน” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์, 2958)

 
มุหัรร็อม ถูกเรียกเช่นนี้เนื่องเพราะเป็นเดือนที่ต้องห้าม และเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเดือนต้องห้ามของมัน


ส่วนคำตรัสของอัลลอฮฺ “ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าอธรรมต่อตัวของพวกเจ้าเองในเดือนเหล่านั้น” หมายถึง ห้ามอธรรมในเดือนที่ต้องห้ามเหล่านี้ เพราะการกระทำบาปในเดือนเหล่านี้จะมีโทษและบาป ที่ร้ายแรงกว่าการกระทำบาปในเดือนอื่นๆ


อิบนุอับบาสได้อธิบายคำตรัสของอัลลอฮฺข้างต้นว่า “ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าอธรรมในเดือนต่างๆทั้งสิบสองเดือนเหล่านั้น หลังจากนั้นพระองค์ทรงเจาะจงเฉพาะสี่เดือน และทำให้การอธรรมในสี่เดือนนั้นเป็นบาปใหญ่และเชิดชูในเกียรติของมัน”


เกาะตาดะฮฺกล่าวว่าอธิบายอายะฮฺข้างต้นว่า “แน่แท้ การอธรรมในเดือนต้องห้ามทั้งสี่ เป็นความผิดและบาปที่ยิ่งใหญ่กว่าการอธรรมในเดือนอื่นๆ ถึงแม้ว่าการอธรรมในทุกๆกรณีจะเป็นบาปใหญ่อยู่แล้วก็ตาม แต่ทว่า อัลลอฮฺทรงเชิดชูกิจการบางประการของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงประสงค์”


ท่านกล่าวต่อไปว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงเลือกเฟ้นบรรดาผู้ที่บริสุทธิ์จากบ่าวของพระองค์ พระองค์ทรงเลือกเฟ้นผู้แทนหรือทูตของพระองค์ จากหมู่มะลาอิกะฮฺและมนุษย์ ทรงเลือกเฟ้นคำกล่าวซิกิรต่อพระองค์จากคำพูด ทรงคัดเฟ้นสถานที่กราบไหว้พระองค์ (มัสยิด) จากพื้นแผ่นดิน ทรงเลือกเฟ้นเดือนร็อมฎอนและเดือนต่างๆที่ต้องห้าม จากบรรดาเดือนทั้งหลาย ทรงเลือกเฟ้นวันศุกร์จากบรรดาวันทั้งหลาย ทรงเลือกเฟ้นค่ำคืนอัลก็อดรฺจากค่ำคืนทั้งหมด ดังนั้นพวกท่านจงเชิดชูและให้เกียรติ ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเชิดชูและให้เกียรติ เพราะแท้ จริงสิ่งต่างๆที่ควรค่าแก่การให้เกียรติ และเชิดชูจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้เกียรติและเชิดชูเท่านั้น ตามทัศนะของผู้ที่เข้าใจและมีสติปัญญา” (คัดย่อจากตัฟสีรอิบนุกะษีร จากสูเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ, อายะฮฺที่ 36)



ความประเสริฐของการถือศีลอดสุนัตให้มากๆในเดือนมุหัรร็อม


อบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

((أَفْضَلُ الصِّيَامِ بَعْدَ رَمَضَانَ شَهْرُ اللَّهِ الْمُحَرَّمُ))

“การถือศีลอดที่ประเสริฐที่สุดหลังจากเดือนร็อมฎอน คือการถือศีลอดในเดือนมุหัรรอมของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1982)


คำว่า “เดือนของอัลลอฮฺ” ซึ่งถูกพาดพิงไปยังอัลลอฮฺ เป็นการพาดพิงในรูปของการให้เกียรติและเชิดชู


อัลกอรีย์กล่าวว่า “โดยผิวเผินแล้ว (ความประเสริฐของการถือศีลอดสุนัต) ที่หมายถึงในที่นี้จะครอบคลุมเดือนมุหัรร็อมทั้งเดือน”


เพียงแต่ว่า มีรายงานที่ระบุว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมไม่เคยถือศีลอดหนึ่งเดือนเต็ม นอกจากเดือนร็อมฎอนเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องถือว่าหะดีษข้างต้น ส่งเสริมให้ถือศีลอดในเดือนมุหัรร็อมให้มากๆ ไม่ใช่ให้ถือศีลอดทั้งเดือน


แท้จริง ได้มีรายงานที่ถูกต้องระบุว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชอบถือศีลอดในเดือนชะอฺบานเป็นจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ว่าในตอนนั้น ท่านยังไม่ได้รับวะหฺยูเกี่ยวกับความประเสิรฐของเดือนมุหัรร็อม นอกจากในช่วงท้ายของชีวิตท่าน ก่อนที่ท่านจะมีโอกาสได้ถือศีลอดในเดือนมุหัรร็อม... (ชัรหฺเศาะหีหฺมุสลิมของอันนะวะวีย์)



อัลลอฮฺทรงเลือกเฟ้นเวลาและสถานที่ตามที่พระองค์ทรงประสงค์


อัลอิซฺ บิน อับดุสสลาม กล่าวว่า “ความประเสริฐของสถานที่และเวลามีอยู่สองประเภท

ประเภทที่หนึ่ง เป็นความประเสริฐทางโลก

ประเภทที่สอง เป็นความประเสริฐทางศาสนา ซึ่งขึ้นอยู่กับความกรุณาของอัลลอฮฺต่อบ่าวของพระองค์ ด้วยการเพิ่มพูนการตอบแทนที่มากกว่า แก่บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตนในเวลาและสถานที่ดังกล่าว ดั่งที่พระองค์ทรงเพิ่มพูนการตอบแทนของการถือศีลอดในเดือนร็อมฎอน ที่มากกว่าการถือศีลอดในเดือนอื่นๆ และวันอาชูรออฺก็ (มีการเพิ่มพูนการตอบแทนที่มากกว่าวันอื่นๆ) เช่นเดียวกัน... ดังนั้นความประเสริฐของวันเวลาและสถานที่ต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับความกรุณาและความเมตตาของอัลลอฮฺต่อบ่าวของพระองค์” (เกาะวาอิด อัลอะหฺกาม, เล่ม 1 หน้า 38)



วันอาชูรออฺในประวัติศาสตร์

อิบนุอับบาสเล่าว่า

((قَدِمَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْمَدِينَةَ فَرَأَى الْيَهُودَ تَصُومُ يَوْمَ عَاشُورَاءَ، فَقَالَ: مَا هَذَا؟. قَالُوا: هَذَا يَوْمٌ صَالِحٌ، هَذَا يَوْمٌ نَجَّى اللهُ بَنِي إِسْرَائِيلَ مِنْ عَدُوِّهِمْ، فَصَامَهُ مُوسَى. قَالَ: فَأَنَا أَحَقُّ بِمُوسَى مِنْكُمْ. فَصَامَهُ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ))

“เมื่อครั้งที่ท่านนบีศ็อลลัลลออุอะลัยอิวะสัลลัม เดินทางไปถึงนครมะดีนะฮฺ ท่านได้เห็นชาวยะฮูดีกำลังถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ดังนั้นท่านจึงถามว่า “วันนี้เป็นวันอะไรหรือ?” พวกเขาตอบว่า “วันนี้เป็นวันที่ดี เป็นวันที่อัลลอฮฺทรงทำให้บนีอิสราเอลรอดพ้นจากศัตรูของพวกเขา ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงได้ถือศีลอดในวันนั้น (เพื่อเป็นการชุโกรต่อพระองค์)” ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันย่อมมีสิทธิในมูซามากกว่าพวกเจ้า” แล้วท่านก็ถือศีลอด (ในวันนั้น) และสั่งให้ (ชาวมุสลิม) ถือศีลอดในวันนั้นด้วย” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1865)


ในรายงานของอิบนุอับบาสอีกสำนวนหนึ่งกล่าวว่า

((أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَدِمَ الْمَدِينَةَ فَوَجَدَ الْيَهُودَ صِيَامًا يَوْمَ عَاشُورَاءَ فَقَالَ لَهُمْ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مَا هَذَا الْيَوْمُ الَّذِي تَصُومُونَهُ فَقَالُوا هَذَا يَوْمٌ عَظِيمٌ أَنْجَى اللهُ فِيهِ مُوسَى وَقَوْمَهُ وَغَرَّقَ فِرْعَوْنَ وَقَوْمَهُ فَصَامَهُ مُوسَى شُكْرًا فَنَحْنُ نَصُومُهُ فَقَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَنَحْنُ أَحَقُّ وَأَوْلَى بِمُوسَى مِنْكُمْ فَصَامَهُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ))

“เมื่อครั้งที่ท่านนบีศ็อลลัลลออุอะลัยอิวะสัลลัม เดินทางไปถึงนครมะดีนะฮฺ ท่านพบว่าชาวยะฮูดีได้ถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ดังนั้นท่านจึงถามพวกเขาว่า “วันที่พวกเจ้าต่างถือศีลอดกันนั้นเป็นวันอะไรหรือ?” พวกเขาตอบว่า “วันนั้นเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ เป็นวันที่อัลลอฮฺทรงทำให้นบีมูซาและประชาชาติของท่านรอดพ้น (จากศัตรูของพวกเขา) และเป็นวันที่พระองค์ทรงทำให้ฟิรเอาน์และประชาชาติของเขาจมทะเล ท่านนบีมูซาจึงถือศีลอดในวันนั้น เพื่อเป็นการชุโกรต่อพระองค์ ดังนั้นพวกเราจึงถือศีลอดในวันนั้นด้วย” ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเรา (ชาวมุสลิม) ก็ย่อมมีสิทธิในมูซามากกว่าพวกเจ้า” แล้วท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ถือศีลอดในวันอาชูรออฺ และสั่งให้ (ชาวมุสลิม) ถือศีลอดในวันนั้นด้วย”. บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 3145, มุสลิม, เลขที่ 1911 และสำนวนเป็นของมุสลิม)


อิบนุอับบาสเล่าได้เล่าในอีกสำนวนหนึ่งว่า

((لَمَّا قَدِمَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْمَدِينَةَ وَجَدَ الْيَهُودَ يَصُومُونَ عَاشُورَاءَ فَسُئِلُوا عَنْ ذَلِكَ فَقَالُوا هَذَا الْيَوْمُ الَّذِي أَظْفَرَ اللَّهُ فِيهِ مُوسَى وَبَنِي إِسْرَائِيلَ عَلَى فِرْعَوْنَ وَنَحْنُ نَصُومُهُ تَعْظِيمًا لَهُ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَحْنُ أَوْلَى بِمُوسَى مِنْكُمْ ثُمَّ أَمَرَ بِصَوْمِهِ))

“หลังจากที่ท่านนบีศ็อลลัลลออุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เดินทางไปยังนครมะดีนะฮฺ ท่านพบว่าชาวยะฮูดีได้ถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกถามเกี่ยวกับ (สาเหตุของการถือศีลอด) ดังกล่าว พวกเขาตอบว่า “วันนั้นคือวันที่อัลลอฮฺทรงทำให้นบีมูซาและบนีอิสราเอล ได้รับชัยชนะเหนือฟิรเอาน์ ดังนั้นพวกเราจึงถือศีลอดในวันนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูและให้เกียรติมัน” ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเรา (ชาวมุสลิม) ก็ย่อมมีสิทธิในมูซามากกว่าพวกเจ้า” แล้วท่านก็สั่งให้ (ชาวมุสลิม) ถือศีลอดในวันนั้นด้วย”. บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 3649, มุสลิม, เลขที่ 1910)


มีรายงานเพิ่มเติมจากอิบนุอับบาสในอีกสำนวนหนึ่งว่า

((...فَقَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لأَصْحَابِهِ أَنْتُمْ أَحَقُّ بِمُوسَى مِنْهُمْ فَصُومُوا))

“ดังนั้นท่านนบีศ็อลลัลลออุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวแก่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านว่า “พวกเจ้ามีสิทธิในนบีมูซามากกว่าพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงถือศีลอดในวันนั้นด้วย” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 4312)


อบูฮุร็อยเราะฮฺได้รายงานเพิ่มติมว่า

((قالوا:...وَهَذَا يَوْمُ اسْتَوَتْ فِيهِ السَّفِينَةُ عَلَى الْجُودِيِّ فَصَامَهُ نُوحٌ وَمُوسَى شُكْرًا لِلَّهِ تَعَالَى. فَقَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَا أَحَقُّ بِمُوسَى وَأَحَقُّ بِصَوْمِ هَذَا الْيَوْمِ فَأَمَرَ أَصْحَابَهُ بِالصَّوْمِ))

“พวกเขาตอบว่า “…และวันนี้เป็นวันที่เรือ (ของนบีนูหฺ) ได้จอดยังภูเขาจูดีด้วย ดังนั้นนบีนูหฺและนบีมูซาจึงถือศีลอดในวันนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณอัลลอฮฺ” ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันย่อมมีสิทธิในมูซามากกว่าพวกเจ้า และมีสิทธิในการถือศีลอดในวันนี้ (มากกว่าพวกเจ้า)” แล้วท่านก็สั่งให้เศาะหาบะฮฺของท่านถือศีลอดในวันนั้น”. บันทึกโดยอะหฺมัด, เลขที่ 8360)


การถือศีลอดในวันอาชุรออฺเป็นที่รู้จักกัน แม้กระทั่งในยุคญะฮีลิยะฮฺ ก่อนที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจะถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี ได้มีรายงานที่ถูกต้องจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮากล่าวว่า

((إِنَّ أَهْلَ الْجَاهِلِيَّةِ كَانُوا يَصُومُونَهُ))

“แท้จริงชาวญาฮิลิยะฮฺ (ก่อนอิสลาม) เคยถือศีลอดในวันอาชูรออฺด้วย” (บันทึกด้วยสำนวนที่ใกล้เคียงโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1489, 1760, มุสลิม, เลขที่ 1898, 1900, และ 1901, 1903, 1904 จากรายงานของอิบนุอุมัร)


อัลกุรฏุบีย์กล่าวว่า “บางที ชาวกุเรชอาจจะพาดพิงที่มาของการถือศีลอดของพวกเขา ยังบัญญัติของชนรุ่นก่อน อย่างเช่นบัญยัติของนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม เป็นต้น และแท้จริงได้มีรายงานที่ถูกต้องว่า ท่านนบีศ้อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม เคยถือศีลอดวันอาชูรออฺที่มักกะฮฺ ก่อนที่ท่านจะอพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ


อาอิชะฮฺเล่าวว่า

((كَانَتْ قُرَيْشٌ تَصُومُ عَاشُورَاءَ فِي الْجَاهِلِيَّةِ وَكَانَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَصُومُهُ فَلَمَّا هَاجَرَ إِلَى الْمَدِينَةِ صَامَهُ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ))

“ชาวกุเรชเคยถือศีลอดในวันอาชูรออฺในสมัยญาฮิลิยะฮฺ และท่านรสูลุลลอฮฺก็เคยถือศีลอดในวันนั้นเช่นกัน หลังจากที่ท่านได้อพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ ท่านท่านก็ยังคงถือศีลอดในวันนั้นและได้สั่งให้ (บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน) ถือศีลอดในวันนั้นด้วย” (บันทึกโดยมุสลิม, เลขที่ 1989)[


หลังจากที่ท่านเดินทางอพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ ท่านพบว่าชาวยะฮูดีได้จัดงานรื่นเริงและเฉลิมฉลองในวันนั้น ดังนั้นท่านจึงถามพวกเขาถึงเหตุผลดังกล่าว พวกเขาก็ตอบท่านดังที่มีระบุในหะดีษที่ผ่านมา และท่านได้สั่งให้ปฏิบัติที่ค้านกับพวกเขา ในเรื่องของการยึดเอาวันนั้นเป็นวันรื่นเริง ดังที่มีระบุในคำกล่าวของอบูมูซาว่า

((كَانَ يَوْمُ عَاشُورَاءَ تَعُدُّهُ الْيَهُودُ عِيدًا))

“เมื่อก่อนชาวยะฮูดีถือว่าวันอาชูรออฺเป็นวันอีด (วันรื่นเริงของพวกเขา” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1866)


ในสำนวนของมุสลิมระบุว่า

((كَانَ يَوْمُ عَاشُورَاءَ يَوْمًا تُعَظِّمُهُ الْيَهُودُ وَتَتَّخِذُهُ عِيدًا))

“เมื่อก่อนวันอาชูรออฺเป็นวันที่ชาวยะฮุดีเชิดชูและให้เกียรติ และพวกเขายึดเอาวันนั้นเป็นวันอีด (สำหรับพวกเขา)” (บันทึกโดยมุสลิม, เลขที่ 1912)

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2009, 08:02:40 โดย abu_sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
adminbriss
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2008, 07:28:32 »


และในอีกสำนวนหนึ่งระบุว่า

((كَانَ أَهْلُ خَيْبَرَ يَتَّخِذُونَهُ عِيدًا وَيُلْبِسُونَ نِسَاءَهُمْ فِيهِ حُلِيَّهُمْ وَشَارَتَهُمْ)).

“เมื่อก่อนชาวยิวค็อยบัรจะยึดเอาวันนั้นเป็นวันอีด (สำหรับพวกเขา) พวกเขาจะให้บรรดาสตรีของพวกเขาแต่งกายด้วยเครื่องประดับที่สวยงาม” (บันทึกโดยมุสลิม, เลขที่ 1913)


((فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَصُومُوهُ أَنْتُمْ))

ดังนั้นท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “พวกเจ้าก็จงถือศีลอด (อย่างเดียวพอ)” (ดูอ้างอิงที่ผ่านมา)


ตามความหมายโดยผิวเผินของหะดีษนี้ (ทำให้เข้าใจว่า) เหตุผลที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สั่งให้ถือศีลอดในวันนั้น เพราะท่านชอบที่จะให้ค้านกับชาวยะฮุดี แม้กระทั่งให้ถือศีลอดในวันที่พวกเขาละศีลอด เพราะวันอีดเป็นวันที่ไม่มีการถือศีลอด” (ข้อความโดยสรุปจากคำพูดของอัลหาฟิซอิบุหะญัรในฟัตฟุลบารีย์)



ความประเสริฐของการถือศีลอดวันอาชุรออฺ

อิบนุอับบาสเราะฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า

((مَا رَأَيْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَتَحَرَّى صِيَامَ يَوْمٍ فَضَّلَهُ عَلَى غَيْرِهِ إِلاَّ هَذَا الْيَوْمَ يَوْمَ عَاشُورَاءَ، وَهَذَا الشَّهْرَ يَعْنِي شَهْرَ رَمَضَانَ))

“ฉันไม่เคยเห็นท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมพยายามเจาะจงเพื่อที่จะถือศีลอดในวันใดๆที่จริงจังมากกว่าวันอื่นๆ นอกจากวันนี้ วันอาชูรออฺ และเดือนนี้ หมายถึง เดือนร็อมฎอน” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1867)


คำว่า “ยะตะหัรรอ” หมายถึง ตั้งใจและชอบที่จะถือศีลอด เพื่อที่จะได้รับผลบุญจากการถือศีลอดในวันนั้น


ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

((صِيَامُ يَوْمِ عَاشُورَاءَ أَحْتَسِبُ عَلَى اللهِ أَنْ يُكَفِّرَ السَّنَةَ الَّتِي قَبْلَهُ))

“การถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ฉันหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงลบล้าง (บาปต่างๆ) ที่ (ได้กระทำไว้เมื่อ)หนึ่งปีที่ผ่านมา” (บันทึกโดย มุสลิม หมายเลข 1976)


นี่คือความเมตตาของอัลลอฮฺต่อพวกเรา ที่พระองค์ทรงประทานการถือศีลอดเพียงวันเดียวให้แก่พวกเรา เพื่อเป็นการลบล้างบาปต่างๆ (ที่เราได้กระทำไว้) เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม



วันอาชูรออฺคือวันไหน ?!


อันนะวะวีย์กล่าวว่า “...บรรดาสหายของเรา (อุละมาอฺมัซฮับอัชชาฟิอีย์) กล่าวว่า “อาชูรออฺคือวันที่ 10 ของเดือนมุหัรร็อม และตาสูอาอฺคือวันที่ 9 ของเดือนนี้... และนี่คือทัศนะของญุมฮูร (อุละมาอฺส่วนใหญ่)... (อัลมัจญ์มูอฺ, เล่ม 6 หน้า 352)


อิบนุกุดามะฮฺกล่าวว่า “อาชูรออฺคือวันที่ 10 ของเดือนมุหัรร็อม นี่คือทัศนะของสะอีด บิน อัลมุสัยยิบ และอัลหะสัน เนื่องเพราะมีรายงานจากอิบนุอับบาสท่านกล่าวว่า

((أَمَرَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِصَوْمِ يَوْمِ عَاشُورَاءَ الْعَاشِرِ مِنَ الْمُحَرَّمِ))

“ท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งให้ถือศีลอดในวันอาชูรออฺ วันที่สิบของเดือนมุหัรร็อม” (บันทึกโดยอัตติรมิซีย์, เลขที่ 686, และกล่าวว่า หะดีษหะสันเศาะหีหฺ)



ส่งเสริมให้ถือศีลอดวันตาสูอาอฺควบคู่กับวันอาชูรออฺ


อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า

((حِينَ صَامَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمَ عَاشُورَاءَ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ، قَالُوا: يَا رَسُولَ اللهِ، إِنَّهُ يَوْمٌ تُعَظِّمُهُ الْيَهُودُ وَالنَّصَارَى. فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: فَإِذَا كَانَ الْعَامُ الْمُقْبِلُ إِنْ شَاءَ اللهُ صُمْنَا الْيَوْمَ التَّاسِعَ. قَالَ: فَلَمْ يَأْتِ الْعَامُ الْمُقْبِلُ حَتَّى تُوُفِّيَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ))

เมื่อครั้งที่ท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถือศีลอดในวันอาชูรออฺและสั่งให้ (บรรดาเศาะหาบะฮฺ) ถือศีลอดวันนั้นด้วย พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ แท้จริงมันเป็นวันที่ชาวยะฮูดีและนะศอรอยกย่องและเชิดชู!” ท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงปีหน้า อินชาอัลลอฮฺ เราจะถือศีลอดวันที่เก้าด้วย” อิบนุอับบาสเล่าต่อไปว่า “แต่ปีหน้ายังไม่ทันมาถึงท่านรสูลุลลอฮฺก็เสียชีวิตไปก่อนแล้ว” (บันทึกโดยมุสลิม, เลขที่ 1916)


อัชชาฟิอีย์ บรรดาสหายของท่าน อะหมัด อิสหาก และท่านอื่นๆ กล่าวว่า “ส่งเสริมให้ถือศีลอดในวันที่เก้าและสิบทั้งสองวัน เพราะท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ถือศีลอดในวันที่สิบ และตั้งใจจะถือศีลอดในวันที่เก้าด้วย”


ดังนั้น การถือศีลอดในวันอาชูรออฺจึงมีลำดับชั้นต่างๆ คือลำดับที่ต่ำสุดให้ถือศีลอดในวันที่สิบเพียงวันเดียว ลำดับต่อมาให้ถือศีลอดควบกับวันที่เก้าด้วย และยิ่งถือศีลอดในเดือนมุหัรร็อมมากเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มประเสริฐและความดีงาม



ทำไมจึงส่งเสริมให้ถือศีลอดวันตาสูอาอฺด้วย ?


อันนะวะวีย์กล่าวว่า “บรรดาอุละมาอฺในหมู่สหายของเรา และท่านอื่นๆได้กล่าวถึงเหตุผลต่างๆ ที่ส่งเสริมให้ถือศีลอดในวันที่เก้า ดังนี้


1. เพื่อให้ค้านกับการปฏิบัติของชาวยะฮุดี ที่ถือศีลอดวันที่สิบเพียงวันเดียว

2. เพื่อให้มีการถือศีลอดที่ต่อเนื่องกับวันที่สิบ เสมือนกับที่ห้ามมิให้ถือศีลอดในวันศุกร์เพียงวันเดียว เหตุผลทั้งสองระบุโดยอัลค็อตฏอบีย์และท่านอื่นๆ

3. เป็นการถือศีลอดที่เผื่อไว้สำหรับวันที่สิบ เพราะกลัวว่าเดือนจะไม่ครบและเกิดความผิดพลาดในการนับเดือน ดังนั้นการนับวันที่เก้าในความเป็นจริงอาจจะเป็นวันที่สิบก็ได้ !”

เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดคือ เพื่อให้ค้านกับการปฏิบัติของชาวคัมภีร์ อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามไม่ให้ปฏิบัติที่คล้ายคลึงกับบรรดาชาวคัมภีร์ ในหะดีษต่างๆที่มากมาย เช่นคำกล่าวของท่านเกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอาชูรออฺว่า

((لَئِنْ بَقِيتُ إِلَى قَابِلٍ لأَصُومَنَّ التَّاسِعَ))

“หากแม้นว่าฉันยังมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้า ฉันจะถือศีลอดในวันที่เก้าอย่างแน่นอน” (บันทึกโดยมุสลิม, เลขที่ 1917 จากรายงานของอิบนุอับบาส, ดู อัลฟะตาวาอัลกุบรอว์, เล่ม 6 เรื่องปิดกั้นสิ่งที่นำไปสู่การกระทำที่ต้องห้าม)


อิบนุหะญัรได้กล่าวขยายความหะดีษข้างต้นว่า “การที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ปรารถนาที่จะถือศีลอดในวันที่เก้า สามารถตีความได้ว่า ท่านไม่คิดที่จะถือศีลอดเฉพาะในวันที่เก้าเพียงวันเดียวเท่านั้น แต่ท่านจะถือศีลอดในวันที่สิบเพิ่มอีกวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นการถือศีลอดที่เผื่อไว้เพื่อกันการผิดพลาด หรือเพื่อให้ค้านกับการปฏิบัติของชาวยะฮูดีและนะศอรอ ซึ่งทัศนะหลังนี้จะมีน้ำหนักกว่า ดังที่สามารถเข้าใจในสำนวนของบางรายงานที่บันทึกโดยมุสลิม” (ฟัตหุลบารีย์, เล่ม 4 หน้า 245)



หุกมการถือศีลอดในวันอาชูรออฺเพียงวันเดียว


อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “การถือศีลอดวันอาชูรออฺสามารถลบล้างความผิดบาปหนึ่งปี และไม่ถือว่าการถือศีลอดในวันนั้นเพียงวันเดียวเ ป็นการปฏิบัติที่มักรูฮฺ (น่ารังเกียจ) แต่อย่างใด” (อัลฟะตาวาอัลกุบรอว์, เล่ม 5)


มีระบุในหนังสือตุหฺฟะฮฺอัลมุห์ตาจญ์ของอิบนุหะญัรอัลฮัยตะมีย์ว่า “อนุญาตให้ถือศีลอดวันอาชูรออฺเพียงวันเดียว” (เล่ม 3 เรื่องการถือศีลอดสุนัต)



ให้ถือศีลอดวันอาชูรออฺถึงแม้มันจะตรงกับวันเสาร์หรือวันศุกร์ก็ตาม


มีรายงานที่ห้ามไม่ให้ถือศีลอดวันศุกร์เพียงวันเดียว เช่นเดียวกับที่มีรายงานห้ามไม่ให้ถือศีลอดในวันเสาร์เพียงวันเดียว นอกจากจะเป็นการถือศีลอดวาญิบ แต่คำสั่งห้ามดังกล่าวจะสลายไป เมื่อมีการถือศีลอดในวันทั้งสองควบคู่กับอีกวันหนึ่ง (พฤหัส + ศุกร์, ศุกร์ + เสาร์, เสาร์ + อาทิตย์) หรือเมื่อตรงกับธรรมเนียมปฏิบัติ เช่นเคยถือศีลอดวันเว้นวันเป็นประจำ หรือตรงกับวันที่ได้บนบาน (นะซัร) ไว้ หรือตรงกับวันถือศีลอดชดเชย หรือตรงกับวันที่บัญญัติศาสนาได้สั่งให้ถือศีลอด เช่น วันอะเราะฟะฮฺ และวันอาชูรออฺ ที่ตรงกับวันศุกร์กหรือวันเสาร์ เป็นต้น (ตุหฺฟะฮฺ อัลมุหฺตาจญ์ เล่ม 3 เรื่องการถือศีลอดสุนัต, มุชกิลอัลอาษาร เล่ม 2 เรื่อง การถือศีลอดวันเสาร์)


อัลบุฮูตีย์กล่าวว่า “การจงใจถือศีลอดวันเสาร์เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) เพราะมีรายงานจากหะดีษของอับดุลลอฮฺ บิน บิชร์ ว่า

((لاَ تَصُومُوا يَوْمَ السَّبْتِ إِلاَّ فِيمَا افْتُرِضَ عَلَيْكُمْ))

“พวกเจ้าจงอย่าถือศีลอดวันเสาร์ นอกจากว่าตรงกับวันที่พวกเจ้าถูกสั่งให้ถือศีลอดในวันนั้น” (บันทึกโดยอะหมัดด้วยสายรายงานที่หะสัน และอัลหากิม และท่านกล่าวว่า สายรายงานอยู่บนเงื่อนไขของอัลบุคอรีย์)


เพราะวันเสาร์เป็นวันที่ชาวยะฮุดีย์เชิดชูและให้เกียรติ ดังนั้นการถือศีลอดในวันเสาร์โดดๆเพียงวันเดียว จึงเป็นการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกับพวกเขา นอกจากว่าเป็นการถือศีลอดที่ตรงกับวันศุกร์หรือวันเสาร์ โดยธรรมเนียมปฏิบัติ เช่นวันศุกร์หรือวันเสาร์ไปตรงกับวันอะเราะฟะฮฺ หรือวันอาชูรออฺ และโดยปกติแล้วเขาจะถือศีลอดในวันนั้น ดังนั้นการถือศีลอดใน (วันศุกร์หรือวันเสาร์ที่ตรงกับ) วันดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ (กัชชาฟ อัลเกาะนาอฺ เล่ม 2 เรื่องการถือศีลอดสุนัต)



จะทำอย่างไรเมื่อไม่แน่ใจว่าเดือนมุหัรร็อมเข้าวันไหน?


อะหมัดกล่าวว่า “เมื่อเกิดความคลุมเครือเกี่ยวกับวันแรกของเดือน (มุหัรร็อม) ก็ให้ถือศีลอด (ติดต่อกัน) สามวัน ที่ให้ทำเช่นนี้ เพื่อที่จะได้แน่ใจว่าได้ถือศีลอดตรงกับวันที่เก้าและสิบจริง” (อัลมุฆนีย์ ของอิบนุกุดามะฮฺ เล่ม 3 เรื่องการถือศัลอด – การถือศีลอดวันอาชูรออฺ)


ดังนั้น ถ้าผู้ใดที่ไม่ทราบ (หรือไม่แน่ใจ) ว่าเดือนมุหัรร็อมเข้าวันไหน และประสงค์จะนับวันเผื่อไว้ เพื่อให้ตรงกับวันที่สิบของเดือนมุหัรร็อมจริง ก็ให้นับเดือนซุลหิจญะฮฺให้ครบสามสิบวัน แล้วก็ถือศีลบอดในวันที่เก้าและสิบของเดือน


และถ้าผู้ใดประสงค์จะเผื่อไว้เพื่อให้ตรงกับวันที่เก้าด้วย ก็ให้ถือศีลอดวันที่แปด เก้าและสิบ (เพราะถ้าหากว่าเดือนซุลหิจญะฮฺในปีนั้นเป็นเดือนที่ขาด -หมายถึงไม่ครบสามสิบวัน- เขาก็จะถือศีลอดได้ตรงกับวันที่เก้าและสิบอย่างแน่นอน)


เนื่องจากว่า การถือศีลอดวันอาชูรออฺเป็นเพียงการถือศีลอดสุนัตเท่านั้น ไม่ใช่วาญิบ ดังนั้นจึงไม่มีคำสั่งให้มีการเสาะหาจันทร์เสี้ยวของเดือนมุหัรร้อม เสมือนกับที่มีคำสั่งให้เสาะหาจันทร์เสี้ยวของเดือนร็อมฎอน และเชาวาล



ถือศีลอดวันอาชูรออฺสามารถลบล้างอะไรบ้าง ?

 
อิมามอันนะวะวีย์กล่าวว่า “การถือศีลอดวันอาชูรออฺสามารถลบล้างบาปเล็กต่างๆทั้งหมด นอกจากบาปใหญ่” แล้วท่านก็กล่าวว่า “การถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺสามารถลบล้างบาปสองปี และการถือศีลอดวันอาชูรออฺสามารถลบล้างบาปหนึ่งปี และเมื่อการกล่าวอามีนของเขาตรงกับการกล่าวอามีนของมะลาอิกะฮฺ เขาก็จะถูกประทานอภัยจากบาปต่างๆที่ผ่านมา...ทุกๆประเภทของสิ่งที่กล่าวมานั้นสามารถทำการลบล้างบาปได้ ดังนั้นถ้าพบว่ามีบาปเล็กที่สามารถลบล้างได้ มันก็จะถูกลบล้างไป และถ้าหากไม่พบว่ามี ทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่ เขาก็จะได้รับการบันทึกความดีแทน และจะถูกยกสถานะให้สูงยิ่งขึ้น และถ้าหากว่ามีแต่บาปใหญ่แต่ไม่มีบาปเล็ก เราก็หวังว่าเขาจะได้รับการลดหย่อนโทษให้เบาลง (อัลมัจญ์มูอฺ เล่ม 6 เรื่องการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ)


เชคอิสลามอิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “การลบล้างบาปจากการอาบน้ำละหมาด การละหมาด การถือศีลอดเดือนร็อมฎอน การถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ และการถือศีลอดวันอาชูรออฺ จะเกิดขึ้นสำหรับบาปเล็กเท่านั้น” (อัลฟะตาวาอัลกุบรอว์ เล่ม 5)



ไม่หลงประมาทกับผลบุญของการถือศีลอด

บางคนประมาทตนและโลดลำพอง ด้วยการยึดมั่นกับผลตอบแทนของการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ หรือวันอาชูรออฺ จนกระทั่งมีบางคนในหมู่พวกเขากล่าวว่า “การถือศีลอดวันอาชูรออฺสามารถลบล้างบาปทั้งหมดในรอบปี และยังเหลือการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺอีกสำหรับการเพิ่มพูนผลบุญ !!!


อิบนุก็อยยิมกล่าวว่า “ผู้ที่โลดลำพองคนนี้ไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว การถือศีลอดเดือนร็อมฎอน และการละหมาดห้าเวลานั้นมีผลบุญที่ยิ่งใหญ่และสูงส่ง กว่าการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺและวันอาชูรออฺ ซึ่งมันจะสามารถลบล้างบาประหว่างทั้งสอง เมื่อมีการหลีกห่างจากบาปใหญ่ต่างๆ ดังนั้นจากเดือนร็อมฎอนหนึ่งไปสู่อีกเดือนร็อมฎอนหนึ่ง และจากญุมอัตหนึ่งไปสู่อีกญุมอัตหนึ่ง จะไม่มีพลังพอที่จะลบล้างเล็กต่างๆ นอกจากว่าต้องผนวกเข้ากับการละทิ้งบาปใหญ่ด้วย และด้วยการประสานกันระหว่างทั้งสองอย่าง จึงจะมีพลังในการลบล้างบาปเล็กๆทั้งหมด


และผู้ที่ลำพองตนบางท่านหลงคิดว่าการภักดีของตนมีมากกว่าการฝ่าฝืน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตนไม่เคยคิดสอบสวน และทบทวนตัวเองต่อการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน ไม่คิดที่จะติดตามและค้นหาบาปต่างๆที่ตนเองได้กระทำไว้ แต่พอตัวเองกระทำดีอะไรสักอย่างก็จะจดจำและเก็บคำนวณไว้ ดั่งเช่นผู้ที่กล่าวอิสติฆฟาร (อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ) ด้วยลิ้น หรือกล่าวตัสบีหฺ (สุบหานัลลอฮฺ) วันละหนึ่งร้อยครั้ง หลังจากนั้นเขาก็ไปนินทาว่าร้ายชาวมุสลิม ไปเชือดเฉือนเกียรติของพวกเขา และไปพูดจาในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ทรงพอใจตลอดทั้งวันของเขา เป็นต้น บุคคลเช่นนี้จะพินิจพิจารณา (และคิดคำนวณ) ในความประเสริฐของการกล่าวตัสบีหฺ (สุบหานัลลอฮฺ) การกล่าวตะฮฺลีล (ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ) แต่เขากลับไม่เคยหันไปสนใจ กับหลักฐานต่างๆที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ หรือผลลัพธ์ที่จะตามมาของผู้ที่ชอบนินทาว่าร้าย ชอบยุแหย่ผู้อื่น และชอบพูดโกหก และอื่นฯที่เป็นผลร้ายจากการกระทำของลิ้น...” (อัลเมาสูอะฮฺอัลฟิกฮียะฮฺ เล่ม 31 เรื่อง ฆุรูรฺ-การหลอกหลวง)



ถือศีลอดวันอาชูรออฺขณะที่ยังมีศีลอดร็อมฎอนค้างอยู่

บรรดาฟุเกาะฮาอฺมีทัศนะที่แตกต่างกัน เกี่ยวกับหุกมของการถือศีลอดสุนัต ก่อนที่จะมีการสะสางศีลอดร็อมฎอนให้แล้วเสร็จ (เกาะฎออฺ) โดยที่มัซฮับหะนะฟีย์ถือว่า อนุญาตให้ถือศีลอดสุนัตอย่างไม่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) แต่อย่างใด เพราะการสะสางหรือ เกาะฎออฺศีลอดร็อมฎอนไม่ได้ถูกบังคับให้กระทำโดยทันที ขณะที่มัซฮับมาลิกีย์ และอัชชาฟิอีย์ ถือว่าอนุญาต แต่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) เพราะเท่ากับว่าเป็นการทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบไว้เบื้องหลัง (แทนที่จะจัดการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะทำในสิ่งที่เป็นสุนัต)


อัดดุสูกีย์กล่าวว่า “เป็นการน่ารังเกียจที่จะถือศีลอดสุนัต สำหรับผู้ที่ยังมีศีลอดวาญิบค้างอยู่ เช่นศีลอดเนื่องจากการบนบาน (นะซัร) ศีลอดที่ค้างอยู่ (เกาะฎออฺ) และศีลอดชดเชย (กัฟฟาเราะฮฺ) ไม่ว่าการถือศีลอดสุนัตที่เขาจะถือปฏิบัติ ก่อนที่จะมีการถือศีลอดวาญิบนั้นจะเป็นสุนัตธรรมดา หรือสุนัตที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ (สุนัตมุอักกะดะฮฺ) เช่นการถือศีลอดวันอาชูรออฺ และวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะฮฺก็ตาม ตามทัศนะที่มีน้ำหนักกว่า”


ส่วนมัซฮับหันบะลีย์ ถือว่าเป็นการบาปที่จะถือศีลอดสุนัตก่อนที่จะมีการสะสาง (กาะฎออฺ) ศีลอดร็อมฎอนให้แล้วเสร็จ และถือว่าการถือศีลอดสุนัตดังกล่าวใช้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าระยะเวลาสำหรับการถือศีลอดเกาะฎออฺยังมีอีกยาวไกลก็ตาม และจำเป็นต้องเริ่มต้น ด้วยการสะสางศีลอดที่เป็นวาญิบให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะอนุญาตให้ถือศีลอดสุนัตได้ (อัลเมาศุอะฮฺอัลฟิกฮียะฮฺ เล่ม 28 เรื่อง การถือศีลอดสุนัต)


ดังนั้นมุสลิมจำเป็นต้องรีบถือศีลอดเกาะฎออฺที่ค้างอยู่ ให้แล้วเสร็จทันที หลังจากเดือนร็อมฎอนได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพื่อที่จะสามารถถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ และวันอาชูรออฺโดยปราศจากความลำบากใจ และหากว่าเขาถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺและวันอาชูรออฺ ด้วยการตั้งเจตนาในตอนกลางคืนว่าจะถือศีลอดเกาะฎออฺ ก็ถือว่าใช้ได้ และความกรุณาของอัลลอฮฺยิ่งใหญ่อย่างล้นเหลือ



อุตริกรรมวันอาชูรออฺ


มีคนถามชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมิยะฮฺ เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนได้ยึดปฏิบัติในวันอาชูรออฺ ไม่ว่าจะเป็นการทาขอบตาให้ดำ การอาบน้ำ (เนื่องในโอกาสวันอาชุรออฺ) การลงเทียน (ทาฮินน่า) การจับมือให้สลามกัน การต้มอาหาร และการแสดงออกถึงความรื่นเริงยินดี ฯลฯ ว่ามีที่มาหรือไม่ ?


คำตอบ มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งจักรวาล ไม่เคยมีรายงานที่เศาะหีหฺจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม และจากบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวเลย และบรรดาอิมามต่างๆก็ไม่มีใครเห็นว่าส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นอิมามมัซฮับทั้งสี่หรืออิมามท่านอื่นๆ บรรดาเจ้าของหนังสือต่างๆที่เป็นที่ยอมรับ ก็ไม่ได้เอ่ยถึงสิ่งนี้แม่แต่น้อย ไม่ว่าจะมาจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน และบรรดาตาบิอีนก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นหะดีษที่เศาะหีหฺและเฎาะอีฟก็ตาม


แต่ทว่า ชนรุ่นหลังบางท่านได้รายงานหะดีษบางบทเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าว เช่นรายงานที่ระบุว่า

مَنِ اكْتَحَلَ يَوْمَ عَاشُوْرَاءَ لَمْ يَرْمَدْ مِنْ ذَلِكَ الْعَامِ

“ผู้ใดทาขอบตาให้ดำในวันอาชูรออฺ เขาจะไม่ประสบกับโรคตาแดงในปีนั้น”

مَنِ اغْتَسَلَ يَوْمَ عَاشُوْرَاءَ لَمْ يَمْرَضْ ذَلِكَ الْعَامَ

“ผู้ใดอาบน้ำในวันอาชูรออฺ เขาจะไม่ประสบกับโรคภัยไข้เจ็บในปีนั้น” และอื่นๆ


และพวกเขายังรายงานหะดีษที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นและโกหกต่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า

مَنْ وَسَّعَ عَلَى أَهْلِهِ يَوْمَ عَاشُوْرَاءَ وَسَّعَ اللهُ عَلَيْهِ سَائِرَ السَّنَةِ

“ผู้ใดเพิ่มความบริบูรณ์ให้แก่สมาชิกในครอบครัวของเขาในวันอาชูรออฺ อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มความบริบูรณ์ให้แก่เขาตลอดทั้งปี”


รายงานเช่นนี้ ล้วนเป็นการโกหกต่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งสิ้น (อัลฟะตาวาอัลกุบรอว์)

ท่านอิบนุอัลหาจญ์กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของอุตริกรรมในวันอาชูรออฺ คือ การจงใจออกซะกาตล่วงหน้าในวันอาชูรออฺ หรือเลื่อนไปออกซะกาตในวันนั้น การเจาะจงวันอาชูรออฺสำหรับการเชือดไก่ และการใช้เทียนแต่มแต้มตามมือของสตรี” (อัลมัดค้อล เล่ม 1 เรื่อง วันอาชูรออฺ)


ท่านฟัยรูซฺ อะบาดีย์ กล่าวว่า “มีหะดีษ (ที่ถูกต้อง) ที่ระบุว่าสุนนะฮฺให้ถือศีลอดวันอาชูรออฺ ส่วนหะดีษอื่นๆที่เกี่ยวกับความประเสริฐของการละหมาดในวันอาชูรออฺ การให้ทาน การย้อมสีเคราและมือ การใส่น้ำหอมบนหัว การทาขอบตาให้ดำ การหุงต้ม (เช่นการกวนชูรอ เป็นต้น) และอื่นๆ ล้วนเป็นหะดีษที่เมาฎูอฺและอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งสิ้น” (สิฟรุอัสสะอาดะฮฺ หน้า 150)


เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ โปรดดลบันดาลให้พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของชาวสุนนะฮฺ ที่ยึดปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม ขอพระองค์โปรดให้เรามีชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งอิสลาม และจบชีวิตเราบนพื้นฐานแห่งอีมาน โปรดเห็นชอบให้เราดำรงอยู่ในแนวทางที่พระองค์ทรงชื่นชอบและพอใจ อามีน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2009, 08:09:36 โดย abu_sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Sofwan
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2727



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2009, 08:10:49 »


ขุดขึ้นมาจัดกระทู้ใหม่ให้อ่านสบายตามากขึ้น..

ใกล้เข้ามุหัรรอมแล้วครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

RAO
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 399


رجال صدقوا الله


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2009, 12:01:40 »

                                   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

عَوْدَةٌ إلى الْْكِتَابِ والسُّنَّة بِفَهْمِ سَلَفِ الأُمَّة
رباه لو بلغت ذنوبي عنان السماء ما يئست من رحمتك
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2210


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2009, 07:56:29 »

ซาอุดีประกาศแล้วว่า วันศุกร์นี้ คือวันที่ 1 มุหัรร็อม 1431 (18/12/2009)  วันอาชูรออ์ จะตรงกับวันอาทิตย์ 27/12/2009
http://www.alwatan.com.sa/news/newsdetail.asp?issueno=3366&id=128827&groupID=0



ไม่ทราบว่าเมืองไทยประกาศหรือยัง หรือว่าสามารถรับข่าวสารได้ที่ไหน ??


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1042


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2009, 11:54:48 »

بسم الله الرحمن الرحيم

อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ

     สืบเนื่องจากการดูจันทร์เสี้ยวของเดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.1431 เมื่อวันพุธที่ 29 ซุลฮิจญะฮฺ ฮ.ศ.1430 (ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ธ.ค.52) หลังเวลามักริบ ภายในประเทศไทยและต่างประเทศนั้น ไม่มีรายงานการเห็นจันทร์เสี้ยว และมีประกาศจากหลายประเทศว่า วันพฤหัสบดีที่ 17 ธ.ค.นี้ เป็นวันที่ 30 ซุลฮิจญะฮฺ ฮ.ศ.1430 และวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคมนี้จะเป็นวันที่ 1 เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.1431

ซึ่งมีแถลงการณ์จากสถาบันดารุลอิฟตาอฺ แห่งประเทศอียิปต์ ตามข้อมูลที่ระบุข้างต้น จึงขอประกาศให้พี่น้องมุสลิมทราบโดยทั่วกัน

 
ริฎอ อะหมัด สมะดี

30 ซุลฮิจญะฮฺ 1430 / 17 ธ.ค.52

อีเมลจาก islaminthailand
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1148


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2020, 21:24:51 »

ดันกระทู้จ้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 10.124 วินาที กับ 22 คำสั่ง