อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
สิงหาคม 05, 2020, 08:10:04 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 36
1  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / 6. หุก่มหะดีษ เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:53:52
6. หุก่มหะดีษ

หุก่มหะดีษโดยให้พิจารณาทัศนะของปราชญ์หะดีษทั้งในอดีตและปัจจุบันประกอบ
   หลังจากศึกษาตามขั้นตอนข้างต้น ให้หุก่มหะดีษที่ศึกษาตามหลักวิชามุศเฏาะละหฺ นั่นคือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสายรายงานและตัวบทหะดีษในด้านความน่าเชื่อถือ โดยให้นำทัศนะของนักวิชาการหะดีษทั้งในอดีตและปัจจุบันมาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อจะได้มุมมองหรือแนวคิด กล่าวคือ หากการตัดสินของผู้ศึกษาขัดแย้งกับการตัดสินของนักวิชาการหะดีษบางท่าน ผู้ศึกษาจะได้ทบทวนและตรวจสอบใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อจะให้การตัดสินนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องที่สุด และหากการตัดสินของผู้ศึกษาพ้องกับการตัดสินของนักวิชาการหะดีษก็จะยิ่งทำให้ผู้ศึกษามีความมั่นใจในการตัดสินและบางครั้ง ผู้ศึกษาอาจจะได้องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษาทัศนะของนักวิชาการหะดีษเหล่านั้น

2  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / 5. ศึกษาความบกพร่อง (อิลละฮฺ) ของสายรายงาน เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:52:42
5. ศึกษาความบกพร่อง (อิลละฮฺ) ของสายรายงาน

อิลละฮฺคือ สาเหตุที่ซ่อนเร้นมีผลทำให้หะดีษมีความบกพร่อง (Ibn Ṣalāḥ, 2002:187) หรืออาจกล่าวได้ว่าคือ ข้อผิดพลาดของนักรายงานไม่ว่านักรายงานนั้นจะมีความน่าเชื่อหรือไม่ เพียงแต่ข้อผิดพลาดของนักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือนั้นมีความละเอียดอ่อนและซ่อนเร้นมากกว่า (al-Malaibārīy, 1996:4)
   อิลละฮฺหรือข้อบกพร่องของสายรายงานมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น
   1. สายรายงานมีความถูกต้องหากพิจารณาตามผิวเผิน แต่มีนักรายงานบางคนที่ไม่ได้ฟังตัวบทจากผู้ที่เขารายงานถึง
   เช่น อัตติรมิซีย์ (al-Tirmidhīy, 1998:4/136) ได้รายงานหะดีษบทหนึ่งจากหัฟศฺ บิน ฆิยาษ จากอัลอะอฺมัช จากอนัส ท่านเล่าว่า
   “มีชายคนหนึ่งจากเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เสียชีวิต แล้วมีชายคนหนึ่งกล่าวว่า จงแจ้งข่าวดีแก่เขาเถิดว่า เขาเป็นผู้หนึ่งจากชาวสวรรค์...”
   หากพิจารณาอย่างผิวเผินจะพบว่า นักรายงานทุกคนมีความน่าเชื่อถือและสายรายงานก็มีความต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า การรายงานของอัลอะอฺมัชจากท่านอนัสนั้น มีข้อบกพร่องอยู่ กล่าวคือ ถึงแม้อัลอะอฺมัชจะร่วมสมัยกับท่านอนัส แต่ท่านไม่ได้ฟังหะดีษจากท่านอนัสเลย อิบนุอัลมะดีนีย์ (Ibn Abī Ḥātim, 1397:82) กล่าวว่า “อัลอะอฺมัชไม่เคยฟังหะดีษจากท่านอนัส เขาเพียงแต่เคยเห็นท่านอนัสครั้งหนึ่งที่นครมักกะฮฺ”
   2. นักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือจำนวนหนึ่งได้รายงานหะดีษบทหนึ่งแบบมุรสัล และมีสายรายงานหนึ่งที่ดูผิวเผินแล้วถูกต้องได้รายงานหะดีษบทเดียวกันแบบเมาศูล (ต่อเนื่อง)
   เช่น อบูดาวูด (Abu Dawūd, 2009:1/133) และอิบนุมาญะฮฺ (Ibn Mājah, 2009:4/347) ได้รายงานหะดีษบทหนึ่งจากมัรวาน บิน มุอาวียะฮฺ จากฮิลาล บิน มัยมูน อัลญุฮะนีย์ จากอะฏออ์ บิน ยะซีด อัลลัยษีย์ จากอบูสะอีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เดินผ่านเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังแล่เนื้อแกะ...”
   สายรายงานข้างต้นเป็นสายรายงานที่เมาศูลและนักรายงานทุกคนก็มีความน่าเชื่อถือ แต่อบูดาวูดได้ชี้ข้อบกพร่องของสายรายงานนี้ว่า “อับดุลวาฮิด บิน ซิยาด และอบูมุอาวียะฮฺได้รายงานจากฮิลาล จากอะฏออ์ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยการรายงานแบบมุรสัล โดยไม่ได้ระบุอบูสะอีด” (Abu Dawūd, 2009:1/134)
   จะเห็นได้ว่า นักรายงานมีความขัดแย้งกันในการรายงานหะดีษบทนี้ระหว่างการรายงานแบบมเมาศูลและแบบมุรสัล แต่นักรายงานที่รายงานแบบมุรสัลมีจำนวนเยอะกว่า ฉะนั้น การรายงานแบบมุรสัลจึงมีความถูกต้องกว่า
   3. นักรายงานมีความน่าเชื่อถือเมื่อรายงานหะดีษจากนักรายงานเฉพาะที่อยู่เมืองเดียวกันเท่านั้น
   เช่น อัฏเฏาะหาวีย์ (al-Ṭaḥāwīy, 1994:3/45) ได้รายงานจากอิสมาอีล บินอัยยาช จากสุฮัยลฺ บิน อบีศอลิหฺ จากมุหัมมัด บิน อัลมุนกะดิร จาก ญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงอายความจริง พวกท่านอย่าได้ร่วมหลับนอนกับภรรยาของท่านทางทวารหนัก”
   หากพิจารณาอย่างผิวเผินจะพบว่า นักรายงานทุกคนมีความน่าเชื่อถือและเป็นสายรายงานที่ต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะสังเกตเห็นว่า นักหะดีษได้วิพากษ์สถานะของอิสมาอีล บิน อัยยาชว่า “มีความน่าเชื่อถือเมื่อรายงานจากชาวชาม” (al-Mizzīy, 1980:3/174) และสุฮัยลฺ บิน ศอลิหฺ ผู้ที่อิสมาอีล บิน อัยยาชรายงานถึงเป็นชาวเมืองมะดีนะฮฺ ฉะนั้น สายรายงานนี้จึงเป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟ
   4. การที่ตาบิอีย์รายงานผิดพลาดโดยอ้างว่าผู้ที่เขารายงานถึงเป็นเศาะหาบะฮฺ
   เช่น อัลหากิม (al-Ḥakim, 1977:115) ได้รายงานจากซุฮัยรฺ บิน มุหัมมัด จากอุษมาน บิน สุลัยมาน จากพ่อของเขา ว่า เขาได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านสูเราะฮฺอัฏฏูรในละหมาดมัฆริบ
   อุษมาน บิน สุลัยมานได้รายงานว่าพ่อของเขาได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเป็นการรายงานที่ผิดพลาดเนื่องจากพ่อของเขาไม่ได้เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
   5. นักรายงานรายงานขัดแย้งกัน โดยส่วนหนึ่งรายงานแบบมัรฟูอฺและอีกส่วนหนึ่งรายงานแบบเมากูฟ
   กรณีเช่นนี้ ให้พิจารณานักรายงานที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าทั้งในด้านความแม่นยำในการรายงานหะดีษและจำนวน
   เช่น อบูดาวูด (Abu Dawūd, 2009:1/347) ได้รายงานจากอับดุลวาริษ จากอัยยูบ จากนาฟิอฺ จากอิบนุอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านได้เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “หากเราปล่อยประตูนี้ไว้สำหรับผู้หญิง”
   อบูดาวูดกล่าวว่า “คนอื่นนอกจากอับดุลวาริษ รายงานว่า อุมัรเป็นคนกล่าว ซึ่งมันถูกต้องกว่า”
   นั่นคือ สายรายงานที่บันทึกโดยอบูดาวูด (Abu Dawūd, 2009:1/427) จากอิบนุอุลัยยะฮฺ จากอัยยูบ จากนาฟิอฺ จากท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
   สายรายงานแรกตามผิวเผินแล้วถูกต้อง แต่สายรายงานที่สองมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากอิบนุอุลัยยะฮฺมีความน่าเชื่อถือมากกว่าอับดุลวาริษ

   การศึกษาอิลละฮฺหรือข้อบกพร่องของหะดีษต้องใช้ความพิถีพิถันในการตรวจสอบและพิจารณาให้ถี่ถ้วน เนื่องจากเป็นศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อน ท่านอิบนุเศาะลาหฺ (Ibn Ṣalāḥ, 2002:41) ได้กล่าวว่า “การศึกษาอิลละฮฺของหะดีษเป็นศาสตร์ที่มีเกียรติที่สุดในวิชาการหะดีษ อีกทั้งยังมีความละเอียดอ่อน และประเสริฐที่สุด ผู้ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์เรื่องนี้คือ ผู้ที่มีความจำสูง ประสบการณ์ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง”

   อิลละฮฺของหะดีษสามารถพิจารณาได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้
   1. รวบรวมสายรายงานของหะดีษหรือการตัครีจญ์
   2. ศึกษาสภาพของแต่ละสายรายงานว่าเป็นไปตามเงื่อนไขของหะดีษที่เศาะหี้หฺหรือไม่
   3. ตรวจสอบการได้ฟังของนักรายงานแต่ละคนจากผู้ที่เขารายงานว่ามีความถูกต้องหรือไม่
   4. สังเกตข้อขัดแย้งในตัวบทหะดีษและสายรายงาน
   5. ตรวจสอบการฟัตวาของเศาะหาบะฮฺที่ค้านกับการรายงานของเขา
   6. พิจารณาตัวบทหะดีษประกอบ
   7. ศึกษาทัศนะของปราชญ์หะดีษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือประเภท “อิลัล” และ“สุอาลาต”

   หนังสือที่สำคัญในการศึกษาอิลละฮฺของหะดีษ เช่น
   1. อัลอิลัล วะ มะอฺริฟะฮฺ อัรริญาล โดยอะหฺมัด
   2. อัลอิลัล โดยอิบนุอัลมะดีนีย์
   3. อัลอิลัล โดยอิบนุอบีหาติม
   4. อัลอิลัล อัลกะบีรฺ โดยอัตติรมิซีย์
   5. อัลอิลัล โดยอัดดาเราะกุฏนียฺ
   6. สุอาลาต อิบนุอบีชัยบะฮฺ
   7. สุอาลาต อัลหากิม
   8. สุอาลาต อบีดาวูด

3  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / 4. ศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:49:53
4. ศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน

ความต่อเนื่องของสายรายงานคือ สายรายงานต้องไม่ขาดตอน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม เช่น การอิรฺสาล  ตัดลีส  ตะอฺลีก  หรืออิอฺฎอล  เป็นต้น กล่าวคือ นักรายงานทุกคนในสายรายงานต้องฟังหะดีษบทนั้นจากอาจารย์ของเขาจริง ๆ
   ฉะนั้น ในการศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน จำเป็นต้องพิจารณาว่านักรายงานได้ฟังหะดีษจากอาจารย์ของเขา ซึ่งสามารถศึกษาจากชีวประวัติของนักรายงาน โดยค้นหาดูว่าบุคคลที่นักรายงานได้รายงานถึงนั้นเป็นอาจารย์ของนักรายงานหรือไม่ หากพบว่า เป็นหนึ่งในอาจารย์ของนักรายงาน ก็ถือเป็นข้อบ่งบอกว่านักรายงานได้ฟังจากบุคคลนั้น แต่ทั้งนี้ อาจไม่เสมอไป เพราะอาจมีบางกรณีที่นักรายงานร่วมสมัยกับผู้ที่เขารายงานถึง แต่เขาไม่ได้ฟังหะดีษจากเขา
   หนังสือหะดีษที่ให้ความสำคัญกับการระบุชื่ออาจารย์และลูกศิษย์ของนักรายงานคือ “ตะฮฺซีบ อัลกะมาล” โดยอัลมิซซีย์

4  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / 3. ศึกษาประวัตินักรายงาน เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:48:09
3. ศึกษาประวัตินักรายงาน

การศึกษาประวัตินักรายงาน หมายรวมถึง
   3.1 กำหนดตัวบุคคล
   การกำหนดตัวนักรายงานคือ การกำหนดว่านักรายงานที่กำลังศึกษาคือใคร เนื่องจากนักรายงานหะดีษมีจำนวนมาก มีนักรายงานที่มีชื่อพ้องกันจำนวนมาก อีกทั้งยังพ้องชื่อพ่อและปู่อีกด้วย ฉะนั้น การกำหนดตัวบุคคลนักรายงานถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะมีผลต่อการพิจารณาระดับของหะดีษ หากกำหนดตัวบุคคลผิด อาจส่งผลให้ตัดสินระดับหะดีษผิด นอกจากจะสลับกันระหว่างนักรายงานที่มีความเชื่อถือ
   แนวทางในการกำหนดตัวบุคคลคือ
   ก. การตัครีจญ์
   การตัครีจญ์ทำให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาสายรายงานจากหลายแหล่ง ซึ่งบางสายรายงานอาจระบุชื่อเต็มของนักรายงาน ในขณะที่สายรายงานที่ผู้ศึกษากำลังตรวจสอบไม่ได้ระบุชื่อเต็มของนักรายงาน
   ข. การพิจารณาลูกศิษย์และอาจารย์
   โดยพิจารณาจากผู้ที่รายงานจากนักรายงานที่ผู้ศึกษากำลังตรวจสอบ(ลูกศิษย์)และจากผู้ที่นักรายงานคนดังกล่าวรายงานถึง (อาจารย์) ซึ่งผู้ศึกษาสามารถหารายละเอียดได้จากหนังสือตะฮฺซีบ อัลกะมาล ของอัลมิซซีย์ และหนังสือชีวประวัตินักรายงานอื่น ๆ
   ค. การอธิบายของนักวิชาการ
   หมายถึงการศึกษาจากหนังสือที่อธิบายหะดีษ เนื่องจาก บางครั้ง ผู้อธิบายอาจจะระบุชื่อของนักรายงานที่ผู้ศึกษากำลังตรวจสอบ

   3.2 ปีเกิดและเสียชีวิต
   การกำหนดปีเกิดและปีเสียชีวิตมีประโยชน์มากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับรู้ถึงความต่อเนื่องของสายรายงาน ฉะนั้น หนังสือชีวประวัตินักรายงานหะดีษมักจะให้ความสำคัญกับการระบุปีเกิดและปีเสียชีวิตของนักรายงาน

   3.3 ความน่าเชื่อถือ
   การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนักรายงานถือมีความสำคัญมากที่สุด และเป็นขั้นตอนที่ผู้ศึกษาต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณา เพราะเป็นขั้นตอนที่ส่งผลต่อการตัดสินระดับของหะดีษ เนื่องด้วยความสำคัญข้างต้น นักวิชาการหะดีษจึงได้แยกการศึกษาข้างต้นเป็นศาสตร์เฉพาะ นั่นคือ “อัลญัรหฺ วะ อัตตะอฺดีล” หรือศาสตร์ที่ศึกษาความน่าเชื่อถือและข้อตำหนิของนักรายงาน
5  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / 2. พิจารณาสายรายงานที่ตัครีจญ์โดยรวม ศึกษาจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:45:17
2. พิจารณาสายรายงานที่ตัครีจญ์โดยรวม ศึกษาจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน

หลังจากได้ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษที่ต้องการตรวจสอบแล้ว ให้พิจารณาสายรางาน โดยสังเกตจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน ดังนี้
   1. สายรายงานร่วมของสายรายงานทั้งหมด (مدار السند)
   2. ข้อแตกต่างของตัวบทหะดีษของแต่ละสายรายงาน
   3. ลักษณะการรายงานของแต่ละสายรายงานว่าเป็นแบบใด มัรฟูอฺ มุรสัล เมากูฟ เป็นต้น
   4. ชื่อของนักรายงาน
   5. สังเกตการใช้สำนวนฟังหะดีษ (صيغ التحمل) ของนักรายงานที่ถูกวิพากษ์ว่าตัดลีส
   การสังเกตหรือพิจารณาสายรายงานที่ได้ตัครีจญ์มาข้างต้น สามารถทำได้โดยการเขียนแผนผังของสายรายงาน (شجرة الإسناد) ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ศึกษาสังเกตเห็นจุดร่วมและจุดต่างของสายรายงานได้ง่ายขึ้น
6  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / 1. ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษด้วยวิธีการต่าง ๆ ของการตัครีจญ์ เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:42:12
1. ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษด้วยวิธีการต่าง ๆ ของการตัครีจญ์

ความหมาย
การตัครีจญ์คือ “การชี้แจงที่มาของหะดีษว่ามีนักหะดีษท่านใดบ้างเป็นผู้บันทึก ตลอดจนศึกษาประวัติของผู้รายงาน และวินิจฉัยเพื่อกำหนดสถานะของหะดีษ”   

แนวทางการตัครีจญ์
แนวทางในการตัครีจญ์มีทั้งหมด 7 วิธี คือ
1) การตัครีจญ์โดยพิจารณาคำสำคัญ
2) การตัครีจญ์โดยพิจารณาวรรคแรกของตัวบทหะดีษ
3) การตัครีจญ์โดยพิจารณาหัวข้อเรื่องของสำนวนหะดีษ
4) การตัครีจญ์โดยพิจารณาจากสายรายงานของหะดีษ
5) การตัครีจญ์โดยพิจารณาประเภทหะดีษ
6) การตัครีจญ์โดยพิจารณาลักษณะเฉพาะของหะดีษ
7) การตัครีจญ์โดยใช้สื่อสารสนเทศ


1) การตัครีจญ์โดยพิจารณาคำสำคัญ
การตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้ ต้องสังเกตว่าในหะดีษที่จะทำการตัครีจญ์มีคำใดบ้างที่เป็นคำคัญหรือโดดเด่น เมื่อพบแล้วก็สามารถไปค้นหาในหนังสือดรรชนีหะดีษ โดยหนังสือที่ใช้ในการตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้คือ “อัลมุอฺญัม อัลมุฟะฮฺร็อส ลิ อัลฟาซ อัลหะดีษ อันนะบะวีย์” (المعجم المفهرس لألفاظ الحديث النبوي) เป็นผลงานของนักบูรพาคดีโดยมีเอ.เจ เวนสิงค์เป็นบรรณาธิการและมีนักวิชาการมุสลิมเข้าร่วมด้วยคืออุสตาซ มุหัมมัด ฟุอาด อับดุลบากีย์ ชาวอียิปต์


2) การตัครีจญ์โดยพิจารณาวรรคแรกของตัวบทหะดีษ
หนังสือที่ใช้ในการตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้มีสองเล่มคือ
ก. ญัมอุ อัล-ญะวามิอฺ (جمع الجوامع) ของอัสสุยูฏีย์
ในหนังสือเล่มนี้ อัสสุยูฏีย์ได้แบ่งหะดีษออกเป็นสองประเภท คือหะดีษที่เป็นคำพูด (หะดีษเกาลีย์) และหะดีษที่เป็นการกระทำ (หะดีษฟิอฺลีย์) โดยท่านจะเรียบเรียงลำดับหะดีษที่เป็นคำพูดโดยคำนึงถึงวรรคแรกของหะดีษ และจะเขียนคำย่อผู้บันทึกหะดีษและชื่อเศาะหาบะฮฺผู้รายงาน ส่วนหะดีษที่เป็นการกระทำนั้น อัสสุยูฏีย์จะเรียงตามมุสนัดเศาะหาบะฮฺ โดยเรียงตามลำดับพยัญชนะอาหรับ
ข. ตัสดีด อัลเกาสฺ (تسديد القوس) ของอิบนุหะญัร
ท่านจะเรียงหะดีษตามพยัญชนะแรก โดยจะนำเอาเฉพาะประโยคแรกของหะดีษมาเรียงเป็นสารบัญตามลำดับพยัญชนะอาหรับ


3) การตัครีจญ์โดยพิจารณาหัวข้อเรื่องของสำนวนหะดีษ
คือให้สังเกตว่าเนื้อเรื่องของหะดีษที่จะทำการตัครีจญ์เกี่ยวข้องกับเรื่องใด เช่นหลักความเชื่อ (อะกีดะฮฺ)  ฟิกฮฺ (บทบัญญัติศาสนา) ประวัติศาสตร์ มารยาท ฯลฯ เมื่อทราบแล้วว่าหะดีษบทนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องใด ก็ให้ค้นหาจากตำราหะดีษที่รวบรวมเรื่องดังกล่าวไว้
ตำราที่ใช้ตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้มีสองประเภทคือ
ก. ตำราที่บันทึกหะดีษตามหมวดหมู่ของเรื่อง
เช่น ตำราสุนันต่าง ๆ ตำราญามิอฺต่าง ๆ ตำรามุศ็อนนะฟาตต่าง ๆ และตำราที่รวบรวมหะดีษเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะ
ข. ตำราที่เป็นดรรชนีของหะดีษ
เช่น ตำราตัครีจญ์ต่าง ๆ และตำราสารบัญหะดีษตามหมวดหมู่


4) การตัครีจญ์โดยพิจารณาจากสายรายงานของหะดีษ
การตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้ ผู้ทำการตัครีจญ์ต้องทราบสายรายงานของหะดีษที่จะนำมาตัครีจญ์เสียก่อน หลังจากนั้นจึงค้นหาจากตำราหะดีษที่เรียบเรียงบรรดาหะดีษตามรายชื่อเศาะหาบะฮฺหรือนักรายงานท่านอื่น ๆ
ตำราที่ใช้ในการตัครีจญ์ด้วยแนวทางนี้คือ
ก. ตำราประเภทอัฏรอฟ
เช่น หนังสือตุหฺหะฮฺ อัลอัชรอฟ บิ มะอฺริฟะฮฺ อัลอัฏรอฟ (تحفة الأشراف بمعرفة الأطراف) ของอัลมิซซีย์ และอิตติหาฟ อัลมิฮัรเราะฮฺ บิ อัฏรอฟ อัลอะชะเราะฮฺ (اتحاف المهرة بأطراف العشرة) ของอิบนุหะญัร
ข. ตำราประเภทมุสนัด
เช่น มุสนัดอิมามอบูดาวูด อัฏเฏาะยาลิสีย์ มุสนัดอัลหุมัยดีย์ มุสนัดอิมามอะหฺมัด เป็นต้น
ค. ตำราประเภทมุอฺญัม
เช่นตำราอัลมุอฺญัมอัลกะบีร อัลมุอฺญัมอัลเอาสัฏ และอัลมุอฺญัมอัศเศาะฆีร ทั้งสามเล่มของอัฏเฏาะบะรอนีย์
ง. ตำราประวัติศาสตร์หรือชีวประวัติบุคคลที่มีสายรายงาน
เช่นอัฏเฏาะบะกอต อัลกุบรอ ของอิบนุสะอดฺ หิลยะฮฺ อัลเอาลิยาอ์ ของอบูนุอัยมฺ และตารีค อัลบัฆดาด ของเคาะฏีบอัลบัฆดาดีย์


5) การตัครีจญ์โดยพิจารณาประเภทหะดีษ
ผู้ทำการตัครีจญ์ต้องสังเกตว่าหะดีษที่จะนำมาตัครีจญ์นั้นจัดอยู่ในประเภทใดของหะดีษ เช่น หะดีษมุรสัล หะดีษเมาฎูอฺ หะดีษมัชฮูร เป็นต้น หลังจากนั้น จึงสืบค้นจากตำราที่รวบรวมหะดีษตามประเภทข้างต้น เช่น อัลมะรอสีล ของอบุดาวูด อัสสิญิสตานีย์, อัลมัศนูอฺ ของอัลหะเราะวียฺ, อัลมะกอศิด อัลหะสะนะฮฺ ของอัสสะคอวีย์ เป็นต้น


6) การตัครีจญ์โดยพิจารณาลักษณะเฉพาะของหะดีษ
   ผู้ทำการตัครีจญ์ต้องสังเกตว่าหะดีษที่จะนำมาตัครีจญ์นั้นมีลักษณะเฉพาะอย่างไรบ้าง เช่นเป็นหะดีษกุดสีย์ มุสัลสัล หรือเป็นการรายงานของพ่อจากลูก เป็นต้น หลังจากนั้น จึงสืบค้นจากตำราที่รวบรวมหะดีษตามลักษณะเฉพาะข้างต้น เช่น ริยายะฮฺ อัลอาบาอ์ อัน อัลอับนาอ์ (رواية الآباء عن الأبناء) ของอัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย์, อัลมุสัลสะลาต อัลกุบรอ (المسلسلات الكبرى) ของอัสสุยูฏีย์ เป็นต้น


7) การตัครีจญ์โดยใช้สื่อสารสนเทศหรือโปรแกรมต่าง ๆ
   เช่น โปรแกรมอัชชามิละฮฺ, ชามิอฺ คอดิม อัลหะเราะมัยนฺ อัชชะรีฟัยนฺ, เว็บ hdith.com
7  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / ขั้นตอนการตรวจสอบหะดีษ เมื่อ: มิถุนายน 22, 2020, 21:27:08
ขั้นตอนการตรวจสอบหะดีษ

1. ตัครีจญ์ตัวบทหะดีษด้วยวิธีการต่าง ๆ ของการตัครีจญ์
2. พิจารณาสายรายงานที่ตัครีจญ์โดยรวม ศึกษาจุดร่วมและจุดต่างของแต่ละสายรายงาน
3. ศึกษาประวัตินักรายงาน
4. ศึกษาความต่อเนื่องของสายรายงาน
5. ศึกษาความบกพร่อง (อิลละฮฺ) ของสายรายงาน
6. หุก่มหะดีษโดยให้พิจารณาทัศนะของปราชญ์หะดีษทั้งในอดีตและปัจจุบันประกอบ
8  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / การละหมาดตามไลฟ์สด เมื่อ: เมษายน 18, 2020, 12:38:47
[เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น]

สรุปจากข้อเขียนของชัยคฺริฎอ อะหฺมัด สมะดี
1.   จำเป็นต้องดำรงการละหมาดญะมาอะฮฺและญุมอัตเท่าที่มีความสามารถ
2.   ในยามวิกฤติ เงื่อนไขต่าง ๆ ของการละหมาดและญะมาอะฮฺ อาจถูกยกเลิกไป ดังการละหมาดเคาฟ์ (ละหมาดในยามสงคราม)
3.   เงื่อนไขการตามอิมาม (อิอ์ติมาม) คือการรับรู้การเปลี่ยนอิริยาบถของอิมาม ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน
4.   นำเสนอหลักฐานและคำพูดของนักวิชาการที่อนุญาตให้ละหมาดตามอิมามโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่เดียวกัน
5.   นำเสนอทัศนะของนักวิชาการเกี่ยวกับเงื่อนไขการตามอิมามในยามปกติ ซึ่งเมื่อมีเหตุคับขัน เงื่อนไขบางประการก็อาจได้รับการผ่อนปรน

เงื่อนไขบางประการในการละหมาดตามไลฟ์สด
1.   เกิดวิกฤติหรือเหตุจำเป็นที่ต้องละทิ้งการร่วมละหมาดที่มัสญิด
2.   มีจุดประสงค์เพื่อดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของอิสลาม ไม่ใช่เพื่อสร้างความแตกแยะในหมู่พี่น้องมุสลิม
3.   สามารถรับรู้การเปลี่ยนอิริยาบถของอิมามได้อย่างสมบูรณ์
4.   เวลาละหมาดของอิมามกับมะอ์มูม คือเวลาเดียวกัน

*อนึ่งในการละหมาดตามการถ่ายทอดสด ให้ละหมาดตามมัสญิดที่ใกล้ที่สุด นอกจากจะมีเหตุผลบางประการ เช่น อิมามขาดคุณสมบัติ, อิมามอ่านไม่เพราะ (เช่นกรณีการละหมาดตะรอวีหฺ) เช่นนี้ก็อนุญาตให้ละหมาดตามมัสญิดอื่นได้


9  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: การขัดขืนของวลีในการทำสมรส เมื่อ: มีนาคม 23, 2020, 09:55:37
น่าจะเขียนเรื่อง วะลีฆออิบด้วย เพราะเกี่ยวเนื่องกัน

มีเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวข้อง
http://indahmind.com/forum/index.php/topic,1344.0.html
10  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: การขัดขืนของวลีในการทำสมรส เมื่อ: มีนาคม 23, 2020, 09:55:01
ในบทความเขียนว่า ถ้าผู้หญิงร้องขอให้วะลีแต่งงานให้ แล้วในกรณีที่ผู้ชายเข้าไปขอผู้หญิง ผู้หญิงเห็นชอบแต่ไม่ได้ร้องขอให้วะลีช่วยแต่งให้ ทีนี้ถามว่าถ้าหากว่าวะลีมไ่ตอบรับคำขอแต่งงานจากฝ่ายชาย ถามว่า เข้าข่ายการขัดขืนของวะลีด้วยไหม

การตัดสินว่าวลีขัดขืนหรือไม่ เป็นกระบวนการทางศาล ฉะนั้น หากยังไม่มีการดำเนินการทางกระบวนการทางศาล ก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นการขัดขืนที่จำเป็นต้องเปลี่ยนวลี
11  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: การขัดขืนของวลีในการทำสมรส เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2020, 22:42:39
การขัดขืนของวลีในการทำสมรส


ความหมายการขัดขืนของวลีคอศ
   คือการที่วลีขัดขืนปฏิเสธการทำสมรสเมื่อผู้หญิงบรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะได้ร้องขอให้ทำการสมรสกับผู้ชายที่คู่ควร

   ท่านอิมามอัน-นะวะวีย์กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดการขัดขืนของวลีว่า
وَإِنَّمَا يَحْصُلُ العَضْلُ إِذَا دَعَتْ بَالِغَةٌ عَاقِلَةٌ إِلى كُفْءٍ وَامْتَنَعَ
“และที่จริง จะเกิดการขัดขืนได้ต่อเมื่อผู้หญิงที่บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะได้ร้องขอให้วลีทำการสมรสกับผู้ชายที่คู่ควร แต่เขาปฏิเสธ” (มินฮาจญ์ อัฏ-ฏอลิบีน, 207)


ผู้มีสิทธิ์ทำการสมรสเมื่อวลีคอศขัดขืนไม่ยอมทำการสมรส
ตามมัซฮับชะฟีอีย์ ผู้มีสิทธิ์ทำการสมรสเมื่อวลีคอศขัดขืนปฏิเสธทำการสมรส คือ
1.วลีอาม หากวลีคอศขัดขืนทำการสมรสหลังจากผู้หญิงได้ร้องขอไม่ถึง 3 ครั้ง

อิมามอัน-นะวะวีย์กล่าวว่า
فَإِنْ فُقِدَ الْمُعْتِقُ وَعَصَبَتُهُ زَوَّجَ السُّلْطَانُ، وَكَذَا يُزَوِّجُ إِذَا عَضَلَ الْقَرِيبُ والْمُعْتِقُ
“หากไม่มีนายทาส (กรณีที่เจ้าสาวเป็นทาส) และทายาทภาคส่วนเหลือ (วลีที่เป็นเครือญาติ) ให้ผู้ปกครองทำการสมรสให้ และเช่นเดียวกัน หากวลีเครือญาติหรือนายทาสขัดขืนไม่ยอมทำการสมรส (ก็ให้ผู้ปกครองทำการสมรสให้)” (มินฮาจญ์ อัฏ-ฏอลิบีน, 207)

2. วลีอับอัด หากวลีอักร็อบขัดขืนปฏิเสธทำการสมรสหลังจากผู้หญิงได้ร้องขอตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป

อัล-มัฆรอวียฺกล่าวว่า
وَلَا تنْتَقل لِلأَبْعَد إِذا كَانَ العَضْلُ دُوْنَ ثَلَاثٍ فَإِنْ كَانَ ثَلَاثًا زَوَّجَ الْأَبْعَد
“และจะไม่ย้าย (อำนาจการแต่งงาน) ไปสู่วลีอับอัด หากการขัดขืนนั้นน้อยกว่า 3 ครั้ง และหากขัดขืน 3 ครั้ง (หรือมากกว่า) ให้วลีอับอัดทำการสมรส” (อัส-สิรอจญ์ อัล-วะฮฺฮาจญ์, 366)

การที่วลีขัดขืนไม่ยอมทำการสมรสให้ผู้หญิงที่อยู่ใต้การปกครองสามครั้ง วลีนั้นถือเป็นบุคคลฟาสิค จึงขาดคุณสมบัติการเป็นวลี อำนาจการทำการสมรสจึงตกเป็นของวลีอับอัด แต่ถ้าขัดขืนไม่ถึงสามครั้ง ยังไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นบุคคลฟาสิค อำนาจจึงตกเป็นของวลีอาม
ทั้งนี้ เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่า วลีขัดขืนไม่ยอมทำการสมรสโดยไร้เหตุผลจริง


หุก่มการขัดขืนปฏิเสธการทำสมรส
   ถือเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) และจำเป็นต้องถอนอำนาจการแต่งงานจากวลีคนดังกล่าวหากเป็นไปตามเงื่อนไขทุกประการ

แนวทางการตัดสินวลีที่ขัดขืนไม่ยอมทำการสมรส
การจะตัดสินวลีว่าขัดขืนการทำสมรสหรืออัฎล์ ถือเป็นคดีที่ต้องตัดสินตามกระบวนการพิพากษาที่ต้องมีการไต่สวน เพราะมีโจทย์และจำเลย

   ท่านอิมามอัน-นะวะวีย์กล่าวว่า
وَلَا يَتَحَقَّقُ الْعَضْلُ حَتَّى يَمْتَنِعَ بَيْنَ يَدَيِ الْقَاضِي
“และไม่ถือว่าเป็นการอัฎล์ จนกว่า (วลี) จะขัดขืนไม่ยอมทำการสมรสต่อหน้าผู้พิพากษา” (เราะเฎาะฮฺ อัฏ-ฏอลิบีน, 7/58)


   ดังนั้น แนวทางการตัดสินจึงเหมือนกับการตัดสินคดีความทั่วไป ดังนี้
1. ผู้พิพากษาหรือผู้ตัดสินต้องเชิญบุคคล 3 คนเมื่อมีการพิจารณา นั่นคือ
        1.1 โจทย์ นั่นคือผู้หญิงที่ฟ้องวลีของตัวเองต่อผู้พิพากษาว่าขัดขืนไม่ยอมทำการสมรสให้กับผู้ชายที่คู่ควรกับนาง
        1.2 จำเลย นั่นคือวลีที่ถูกฟ้องว่าขัดขืนไม่ยอมทำการสมรสให้ผู้หญิงที่อยู่ใต้การปกครองของตัวเอง
        1.3 ผู้ชายที่ผู้หญิงประสงค์จะแต่งงานด้วย

ท่านอิมามอันนะวะวีย์กล่าวว่า
وَذَلِكَ بِأَنْ يَحْضُرَ الْخَاطِبُ وَالْمَرْأَةُ وَالْوَلِيُّ
“นั่นคือการที่ฝ่ายทาบทาม (ผู้ชาย), ผู้หญิง, และวลีอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา” (เราะเฎาะฮฺ อัฏ-ฏอลิบีน, 7/58)

2. ผู้พิพากษาหรือผู้ตัดสินต้องทำการไต่สวน
        2.1 โจทย์ (ผู้หญิง)
             2.1.1 คุณสมบัติของผู้หญิง
             2.1.2 การร้องขอให้วลีทำการสมรส ว่าได้มีการร้องขอจริงหรือไม่ จำนวนกี่ครั้ง
             2.1.3 การฟ้องร้อง กล่าวคือผู้หญิงต้องฟ้องร้องผู้พิพากษา และพิจารณามูลเหตุของการฟ้องร้อง
       2.2 จำเลย (วลี)
       พิจารณาเหตุผลของวลีที่ขัดขืนไม่ยอมทำการสมรสให้ผู้หญิง
       2.3 ผู้ชายที่ผู้หญิงประสงค์จะแต่งงานด้วย
        ว่ามีความ “คู่ควร” และสอดคล้องกับการให้การของวลีหรือไม่

3. หากปรากฏว่า เหตุผลของวลีนั้นฟังขึ้น ก็ไม่อาจทำการสมรสให้ผู้หญิงได้ แต่หากเหตุผลของวลีฟังไม่ขึ้น ให้ผู้พิพากษาสั่งให้วลีทำการสมรสให้ผู้หญิงที่อยู่ใต้การปกครอง และหากวลีขัดขืน ให้ผู้พิพากษาทำการสมรสแทน

อิมามอัน-นะวะวีย์กล่าวว่า
وَيَأْمُرَهُ الْقَاضِي بِالتَّزْوِيجِ فَيَقُولُ: لَا أَفْعَلُ، أَوْ يَسْكُتُ، فَحِينَئِذٍ يُزَوِّجُهَا الْقَاضِي
“และผู้พิพากษาสั่งให้วลีทำการสมรส หากวลีพูดว่า ฉันไม่ทำ หรือเขานิ่งเงียบไป เช่นนี้ ก็ให้ผู้พิพากษาทำการสมรสแทน” (เราะเฎาะฮฺ อัฏ-ฏอลิบีน, 7/58)

12  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / การขัดขืนของวลีในการทำสมรส เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2020, 22:21:58
การขัดขืนของวลีในการทำสมรส
(عضل الولي)

บทนำ


วลีของผู้หญิงในการสมรส คือ ผู้ปกครองและรับผิดชอบดูแลนาง การสมรสถือเป็นโมฆะหากไม่มีวลีของผู้หญิง

ประเภทของวลี
   วลีแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1.   วลีคอศ
2.   วลีอาม
3.   วลีตะหฺกีม


วลีคอศ
คือ วลีที่เป็นเครือญาติซึ่งเป็นเพศชายและไม่เป็นผู้สืบสันดานของผู้อยู่ในความปกครอง

ลำดับชั้นความใกล้ชิดของวลีคอศ
เหมือนลำดับความใกล้ชิดของทายาทภาคส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ในการแบ่งมรดก โดยละเว้นผู้สืบสันดาน เพราะไม่อาจเป็นวลีได้

ดังนั้น ลำดับวลีที่ใกล้ชิดกับผู้หญิงมากที่สุดคือ
1.   ผู้สืบสายโลหิต ได้แก่ บิดา ปู่ เป็นต้น
2.   พี่น้องชายของผู้หญิง ได้แก่ พี่น้องชายร่วมบิดามารดา พี่น้องชายร่วมบิดา
3.   บุตรชายของ (2)
4.   พี่น้องชายของบิดาผู้หญิง ได้แก่ พี่น้องร่วมบิดามารดาของบิดาผู้หญิง พี่น้องชายร่วมบิดาของบิดาผู้หญิง
5.   บุตรชายของ (4)
6.   อื่น ๆ


ประเภทของวลีคอศ
วลีคอศแบ่งออกเป็นวลีอักร็อบและวลีอับอัด
วลีอักร็อบ คือวลีที่มีความใกล้ชิดกับผู้หญิงมากกว่า
ส่วนวลีอับอัด คือวลีที่มีลำดับความใกล้ชิดถัดจากวลีอักร็อบ เช่น ผู้หญิงมีบิดาและปู่ บิดาคือวลีอักร็อบ ส่วนปู่คือวลีอับอัด, ผู้หญิงมีปู่และพี่ชาย ปู่คือวลีอักร็อบ ส่วนพี่ชายคือวลีอับอัด


วลีอาม
คือ วลีที่อยู่ในตำแหน่งทางการปกครองของสังคมหรือประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น
1. วลีฮากิม
ก.   ประมุขของประเทศ ผู้รักษาการแทน ผู้อยู่ในตำแหน่งรองจากบุคคลเหล่านั้น
ข.   ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบุคคล (ก) เช่นดะโต๊ะยุติธรรมหรือกอฎี

2.   วลีอามอื่นที่นอกเหนือจากวลีฮากิม

วลีตะห์กีม
คือ วลีในกรณีที่หญิงไม่มีวลีคอศและวลีอาม หญิงนั้นและชายที่หญิงนั้นจะสมรสด้วยสามารถร่วมกันตั้งบุคคลหนึ่งที่เป็นการเฉพาะเจาะจงและเป็นที่รู้จักของผู้ตั้งให้เป็นวลีเฉพาะกิจของหญิงนั้น

การย้ายจากวลีคอศเป็นวลีอาม
การทำการสมรสให้หญิงเป็นสิทธิของวลีคอศเท่านั้น เว้นแต่บางกรณีที่วลีอามมีสิทธิ์ในการทำการสมรส ดังนี้
1.   กรณีหญิงนั้นไม่มีสติปัญญาเยี่ยงวิญญูชนในบางกรณี
2.   วลีอักร็อบขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงไม่ยอมทำการสมรส (อาฎิล) โดยที่
-   ชายนั้นคู่ควรกับหญิง
-   ผู้หญิงมีสติปัญญาเยี่ยงวิญญูชนและบรรลุศาสนภาวะ
-   ผู้หญิงได้ร้องขอต่อวลีแล้ว แต่ยังไม่ถึง 3 ครั้ง
3.   วลีอยู่ไกลจากสถานทีสมรสเกิน 96 กิโล และไม่สามารถติดต่อได้
ศึกษารายละเอียดได้ที่ http://indahmind.com/forum/index.php/topic,1344.0.html
4.   ไม่มีวลีคอศหรือวลีคอศไม่มีความสามารถ
4.1   วลีอักร็อบอยู่ในสภาพอิหรอม
4.2   วลีอักร็อบเป็นบุคคลเดียวกันที่จะแต่งกับหญิงนั้น และไม่มีวลีคอศอื่น
4.3   วลีถูกกักขังจนไม่สามารถทำการสมรสหรือตั้งตัวแทน
4.4   วลีอักร็อบสูญหายและยังไม่มีคำสั่งศาลว่าเสียชีวิตแล้ว
4.5   วลีไม่มีสติสัมปชัญญะในช่วงเวลาที่จะทำการสมรส ซึ่งเป็นมาแล้วไม่เกิน 3 วัน

13  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / ภาษาไทย / Re: ภาษาไทย กับ มุสลิมไทย (กระทู้ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง) เมื่อ: ธันวาคม 13, 2019, 19:27:23
ยกเว้นอัลกุรอาน ที่จะไม่เขียนแยกเป็นอัล-กุรอาน
14  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / Re: อัล-อุก็อยลียฺและหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2019, 01:11:17
ตอนที่ 2

| สถานะของหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ของอัล-อุก็อยลียฺ |

หนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ของอัล-อุก็อยลียฺถือเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญเล่มหนึ่งในการวิพากษ์นักรายงานหะดีษ ดังจะเห็นได้จากนักวิชาการตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบันต่างยอมรับและอ้างคำพูดของอัล-อุก็อยลียฺที่มีระบุในหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์

◉ อัซ-ซะฮะบียฺพูดถึงหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ว่า

وله مصنف مفيد في معرفة الضعفاء

“และเขามีงานประพันธ์ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการรู้สถานะของนักรายงานที่เฎาะอีฟ”
[มีซาน อัล-อิอฺติดาล, 1/2]

◉ อิบนุนาศิริดดีนกล่าวว่า

له مصنفات خطيرة، منها كتابه الضعفاء الكبير

“เขามีงานประพันธ์ที่สุดยอด ส่วนหนึ่งคือหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ อัล-กะบีร”
[อัล-อะอฺลาม, 6/319]

◉ อัศ-เศาะฟะดียฺกล่าวว่า

لَهُ مُصَنف جليل فِي الضُّعَفَاء

“เขามีงานประพันธ์ที่สูงค่าเกี่ยวกับนักรายงานที่เฎาะอีฟ”
[อัล-วาฟีย์ บิ อัล-วะฟะยาต, 4/204]
15  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / อัล-อุก็อยลียฺและหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ เมื่อ: สิงหาคม 21, 2019, 14:40:02
ตอนที่ 1

| คำสรรเสริญของนักวิชาการต่ออัล-อุก็อยลีย (เสียชีวิตปีฮ.ศ.322) |

◉ มัสละมะฮฺ บิน อัล-กอสิม ผู้เป็นศิษย์ของอัล-อุก็อยลียฺได้พูดถึงอาจารย์ของเขาว่า
“อัล-อุก็อยลียฺมีสถานะที่สูงส่ง ฉันไม่เคยเห็นใครเสมือนท่าน”

“ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความจำเป็นเลิศ”

“เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ มีสถานะที่สูงส่ง มีความรู้ในเรื่องหะดีษ และมีความจำสุดยอด”

[ตัซกิเราะฮฺ อัล-หุฟฟาซ, 3/37]

◉ ชัยคุลอิสลามอิบนนุตัยมียะฮฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.722) ได้อ้างการตัดสินหะดีษของอัล-อุก็อยลียฺหลายต่อหลายที่ในหนังสือมัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวาของท่าน และได้กล่าวถึงท่านว่าเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญในศาสตร์หะดีษ

◉ อัซ-ซะฮะบียฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.748) ได้ประพันธ์หนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ซิกรฺ มัน ยุอฺตะมัด เกาลุฮุ ฟิ อัล-ญัรหฺ วะ อัตตะอฺดีล” เป็นหนังสือระบุชื่อนักปราชญ์ที่เป็นที่ยอมรับในการวิพากษ์นักรายงานหะดีษ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อ “อบูญะอฺฟัรฺ มุหัมมัด บิน อัมรฺ อัล-กุก็อยลียฺ” ผู้แต่งหนังสืออัฎ-ฎอะฟาอ์ (หน้า 205) ร่วมอยู่ด้วย

◉ เช่นเดียวกับอัส-สะเคาะวียฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.902) ได้ประพันธ์หนังสือ “อัล-มุตะกัลลิมูน ฟี อัร-ริญาล” ซึ่งเป็นหนังสือที่ระบุนักปราชญ์ที่วิพากษ์นักรายงานหะดีษ และท่านก็ได้บรรจุชื่ออัล-อุก็อยลียฺไว้ในหนังสือ (หน้า 111) นั้นด้วย

◉ อัส-สุยูฏียฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.911) ได้กล่าวถึงท่านว่า “มีสถานะที่สูงส่ง ประพันธ์ตำรามากมาย มีความจำเป็นเลิศ มีความรู้ในศาสตร์หะดีษ และเป็นผู้ที่ไว้ใจได้” [เฏาะบะกอต อัล-หุฟฟาซ, หน้า 348]

อัล-อุก็อยลียฺถือได้ว่าเป็นนักวิชาการรุ่นเก่าที่ได้ประพันธ์หนังสือวิพากษ์นักรายงานหะดีษ เพราะท่านเสียชีวิตปีฮ.ศ. 322 ฉะนั้น นักวิชาการหะดีษรุ่นหลังจากท่าน จึงมักอ้างคำพูดของท่านในการวิพากษ์หะดีษและนักรายงาน เพราะท่านเป็นปราชญ์ที่ได้รับการยอมรับในศาสตร์นี้ นักวิชาการที่มักอ้างคำพูดของท่าน เช่น อิบนุหัซมฺ, อิบนุอับดิลบัร, อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์, อิบนุอะสากิร, อับดุลหัก อัล-อิชบีลียฺ, อิบนุลเญาซียฺ, อิบนุลก็อฏฏอน อัล-ฟาสียฺ, อัล-มิซซียฺ, อิบนุตัยมียะฮฺ, อัซ-ซัยละอียฺ, อัล-อิรอกียฺ, อัซ-ซะฮะบียฺ, อัล-ฮัยษะมียฺ, อิบนุหะญัรฺ ฯลฯ
16  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / สรุปประเด็นดาราศาสตร์กับการกำหนดวันสำคัญทางศาสนา เมื่อ: สิงหาคม 01, 2019, 20:43:03
1.   การกำหนดวันสำคัญทางศาสนาให้ยึดการเห็นจันทร์เสี้ยวด้วยตาหรืออาจใช้อุปกรณ์ในการส่อง เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดให้ดูจันทร์เสี้ยว นั่นคือให้ยึดการเห็นไม่ใช่การมีของดวงจันทร์

2.   การยึดการคำนวณเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูจันทร์เสี้ยว นักวิชาการหลายท่านระบุว่า  ไม่อนุญาตตามมติของปวงปราชญ์ (อิจญ์มาอฺ)

3.   การกำหนดเวลาละหมาดกับการกำหนดวันสำคัญทางศาสนามีความแตกต่างกัน กล่าวคือ การกำหนดเวลาละหมาด ศาสนาในพิจารณาสัญญาณต่าง ๆ เช่น เมื่อดวงอาทิตย์ตก, เมื่อเงาของวัตถุมีความยาวมากกว่าตัววัตถุ ฯลฯ ซึ่งสามารถใช้วิธีการคำนวณได้ ซึ่งต่างกับการกำหนดเข้าเดือนเราะมะฎอนและเดือนซุลหิจญะฮฺ ที่ศาสนาสั่งให้พิจารณาการเห็นจันทร์เสี้ยวเป็นเกณฑ์ไม่ใช่การมีของจันทร์เสี้ยว ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้การคำนวณเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินได้

4.   หากการเห็นจันทร์เสี้ยวด้วยตาเพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนามีความผิดพลาด ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด การประกอบศาสนกิจถือว่าใช้ได้ตามมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์

5.   หากตามการคำนวณทางดาราศาสตร์ระบุว่าไม่สามารถเห็นจันทร์เสี้ยว (Not Possible)  ให้คณะกรรมการผู้รับผิดชอบมีความเข้มงวดในการสอบสวนพยานมากยิ่งขึ้น เช่น อาจกำหนดจำนวนพยานให้มากกว่าเดิม  กำหนดคุณสมบัติของพยานที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ฯลฯ

6.   หากตามข้อ 5 แล้วปรากฏว่า คำให้การของพยานมีน้ำหนัก ก็ให้เชื่อตามนั้น

7.   นักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่า ถ้าการเห็นจันทร์เสี้ยวไม่มีทางเป็นไปได้ (Impossible) ตามการคำนวณ เช่นจันทร์เสี้ยวตกก่อนดวงอาทิตย์ ให้ยกเลิกการดูจันทร์เสี้ยวในเย็นวันนั้นและไม่รับการให้การของพยาน
17  โต๊ะคุณภาพชีวิต / ตักเตือน / ดุอาอ์ของแม่ เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2019, 11:24:13
อัซ-ซะมัคชะรียฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.538) เจ้าของหนังสือตัฟสีร “อัล-กัชชาฟ” เป็นคนขาพิการข้างหนึ่ง

เมื่อครั้งท่านเดินทางเข้าเมืองแบกแดก มีคนถามท่านว่า ทำไมขาท่านพิการ

ท่านตอบว่า “เพราะดุอาอ์ของแม่”

แล้วท่านก็เล่าต่อว่า
 ตอนที่ฉันเป็นเด็ก ฉันได้เอาเชือกผูกขานก แล้วมันก็บินเข้าโพรง ฉันดึงเชือกอย่างแรงจนขาของมันขาด
เมื่อแม่ฉันเห็นเข้า ท่านก็สบถด้วยความสงสารนกว่า “ขอให้อัลลอฮฺตัดขาเจ้า”

เวลาผ่านไป ฉันเติบใหญ่เข้าวัยศึกษาหาความรู้ ฉันเดินทางไปเมืองบุคอรอ ขณะเดินทางฉันตกจากสัตว์ที่พาหนะจนขาหักและหมอจำเป็นต้องตัดขาฉันทิ้ง

[อัล-วาฟีย์ บิ อัล-วะฟะยาต, 25/135]

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

وَلَا تَدْعُوا عَلَى أَوْلَادِكُمْ

“และอย่าดุอาอ์สาปแช่งลูก ๆ ของพวกเจ้า”
[บันทึกโดยมุวลิม, เลขที่ 3014]
18  โต๊ะวิชาการ / ประวัติศาสตร์ / Re: บันทึกอิบนุตัยมียะฮฺ เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 20:06:25
-ไม่ล่วงละเมิด-

ลูกศิษย์ของท่านอิบนุตัยมียะฮฺคนหนึ่งเล่าว่า
‎“ฉันได้แจ้งข่าวดีแก่ท่านอิบนุตัยมียะฮฺถึงการเสียชีวิตของหัวโจกที่เป็นอริกับท่าน ‎
หนำซ้ำเขายังเคยทำไม่ดีต่อท่านมากมาย

เมื่อทราบข่าว ท่านอิบนุตัยมียะฮฺโกรธและตำหนิฉันที่บอกว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวดี ‎

ท่านรีบลุกและไปแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเขา และท่านได้บอกกับคนในครอบครัวของเขาว่า ‎
‎‘หากพวกท่านมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้น่ะ ฉันยินดีช่วยเสมอ’”‎

‎[มะดาริจญ์ อัส-สาลิกีน, 2/345]‎
19  โต๊ะวิชาการ / ประวัติศาสตร์ / บันทึกอิบนุตัยมียะฮฺ เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2019, 19:50:28
-ดุอาอ์ถูกตอบรับ-

ที่เมืองดามัสกัส มีมัสญิดแห่งหนึ่งชื่อ “อัน-นาร็อนญ์ (النارنج)”  หรือมัสญิดอัล-หะญัร (หิน)
เนื่องจากตรงมิหฺรอบของมัสญิดมีเสาหินตั้งตระหง่าน ผู้คนจากทั่วสารทิศมาเยี่ยม
และทำชิริกต่าง ๆ นานากับเสาต้นนี้

อิมามอัน-นะวาวียฺใช้ชีวิตอยู่เมืองนี้ ได้เห็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคำสอนอันบริสุทธิ์
ของอิสลามก็รู้สึกไม่สบายใจ ก่อนเสียชีวิต (ปีฮ.ศ.676) ท่านได้ขอดุอาอ์ว่า

اللهم أقم لدينك رجلاً يكسر العمود المخلّق، ويخرب القبر الذي فيه جيرون

“โอ้อัลลอฮฺได้โปรดส่งชายคนหนึ่งมาทุบเสาที่ถูกประดับประดาต้นนี้และทำลายสุสานที่มี
ประตูญัยรูนด้วยเถิด”
[อัล-ญามิอฺ ลิ สีเราะฮฺ ชัยคิลอิสลาม, หน้า : 81]

และแล้วดุอาอ์ของอิมามอัน-นะวะวียฺก็ถูกตอบรับ ในปีฮ.ศ.704 ท่านชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ
ได้นำสหายของท่านไปทำลายเสาหินต้นนั้นจนพังทลาย [อัล-บิดายะฮฺ วะ อัน-นิฮายะฮฺ, 14/39]

20  โต๊ะคุณภาพชีวิต / ครอบครัวมุสลิม / สาธยายลักษณะของผู้หญิงอื่นให้สามีฟัง เมื่อ: มิถุนายน 21, 2018, 19:19:11
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
‏« لاَ تُبَاشِرِ المَرْأَةُ المَرْأَةَ، فَتَنْعَتَهَا لِزَوْجِهَا كَأَنَّهُ يَنْظُرُ إِلَيْهَا»‏
‎“ผู้หญิงคนหนึ่งอย่าได้คลุกคลีกับผู้หญิง แล้วนางก็สาธยายลักษณะของผู้หญิงคนนั้นให้สามีของนางฟัง ประหนึ่งเขาได้มองผู้หญิงคนนั้น”‎
‎[บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ, เลขที่ : 5241]‎

‎*“เล่าลักษณะของผู้หญิงคนนั้น” คือเล่าถึงความสวยงามของสรีระหรือสิ่งที่อาจดึงดูดแก่สามีของนาง

ส่วนสาเหตุที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามพฤติกรรมดังกล่าว เพราะเกรงว่าผู้ชายจะจินตนาการถึงนาง ซึ่งอาจเป็นผลให้เกิดฟิตนะฮฺได้

ท่านอิบนุหะญัรฺกล่าวว่า “หิกมะฮฺที่ห้ามในเรื่องดังกล่าว เพราะเกรงว่าสามีจะติดใจกับลักษณะของผู้หญิงที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งอาจเป็นผลให้เขาหย่าภรรยาหรือเกิดฟิตนะฮฺ” [ฟัตหุลบารียฺ, 9/338]‎

เหตุการณ์จริง
ผู้หญิงคนหนึ่งได้เล่าว่า
เธอได้แต่งงานกับสามีเกือบปี ชีวิตคู่เดินไปอย่างราบรื่นและมีความสุข วันหนึ่ง เพื่อนสนิทของเธอต้องการมาเยี่ยม เธอจึงนัดวันที่เหมาะสม
วันนั้น เพื่อนของเธอก็ได้มาเยี่ยม เป็นเวลากลางวัน ซึ่งไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากเธอ เพราะสามีออกไปทำงาน ทั้งสอง นั่งคุยกันตามประสาเพื่อนรักที่ห้องโถง กระทั่งเย็นเพื่อนของเธอก็ลากลับ ‎
เมื่อสามีของเธอกลับบ้าน ก็เข้ามาที่ห้องโถง สามีถามเธอว่า กลิ่นอะไรนี่ ทำไมช่างหอมเหลือเกิน? เธอตอบว่า “นี่คือกลิ่นน้ำหอมของเพื่อนรักฉันเอง ไม่ใช่แค่กลิ่นนะ เขายังสวยด้วย”‎
เวลาผ่านไป เธอสังเกตว่าสามีของเธอเปลี่ยนไป มักไมค่อยพูดคุยกับเธอเหมือนเดิม ‎
วันหนึ่ง สามีของเธอขออนุญาตไปต่างจังหวัด เพราะต้องทำงานเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่
หลายวันผ่านไป เขาก็กลับมา และบอกกับเธอว่า ขอนอนพัก เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง
เขาเข้านอนและหลับไป เธอเก็บเสื้อผ้าของสามีให้เรียบร้อย หยิบมือถือของสามี เธอไม่เคยยุ่มย่ามกับมือถือของสามีเลย แต่ครั้งนี้ ไม่รู้ทำไม เธอถือวิสาสะเปิดมือถือของสามี
และแล้ว เรื่องที่เธอไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น สามีของเธอแอบคบกับเพื่อนสนิทของเธอ....‎

ภรรยาเล่าลักษณะของสามีตัวเองให้ผู้หญิงอื่นฟัง
เจตนารมณ์ของหะดีษ คือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟิตนะฮฺ เนื่องจากการเล่าคุณลักษณะหรือรูปร่างของเพศตรงข้าม ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นกับผู้ชาย แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ฉะนั้น การที่ผู้หญิงเล่าลักษณะของสามีตัวเองที่อาจก่อให้เกิดฟิตนะฮฺแก่ผู้หญิงอื่นฟัง ก็เข้าข่ายข้อห้ามของหะดีษบทนี้เช่นกัน
อัลลอฮฺตรัสว่า
وَقُلْ لِلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ
‎“และเจ้าจงกล่าวแก่สตรีผู้ศรัทธาว่า พวกนางจงลดสายตาของพวกนางลงต่ำ”‎
‎ [อัน-นูรฺ, 24 : 30]‎

การลดสายตา ไม่ให้จ้องมองเพศตรงข้าม ไม่ได้เจาะจงเฉพาะผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็ต้องลดสายตาเช่นเดียวกันตามอายะฮฺอัลกุรอานข้างต้น การปลดความคิด ไม่ให้จินตนาการถึงเพศตรงข้าม ก็เช่นกัน ไม่ได้เจาะจงเฉพาะผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็เช่นกัน หากเกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺ ‎ส่วนที่หะดีษบทนี้ กล่าวถึงการสาธยายของผู้หญิงให้สามีตัวเองฟัง เนื่องจาก ส่วนมากฟิตนะฮฺนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่า แต่ทั้งนี้ ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ฉะนั้น การที่ผู้หญิงสาธยายลักษณะสามีของนาง (ที่อาจก่อให้เกิดฟิตนะฮฺ) ให้ผู้หญิงอื่นฟัง ก็เป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน ‎




21  โต๊ะวิชาการ / ประวัติศาสตร์ / รายชื่อม้าของท่านนบี ‎ เมื่อ: มิถุนายน 20, 2018, 18:44:08
รายชื่อม้าของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ‎

‎1. สักบ์ (‎السَكْب‎) – ที่ไหลริน
คือม้าตัวแรกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้ขี่ม้าตัวนี้ในสงครามอุหุด

‎2. มุรตะญัซ (‎المرتجز‎) – เสียงฟ้าร้องที่ดังต่อเนื่อง
ว่ากันว่า เป็นม้าที่มีเสียงร้องดี

‎3. ลิซาซ (‎اللزاز‎) – ติด
เป็นม้าที่อัล-มุเกากิส (Al-Muqawqis) ซึ่งเป็นกษัตริย์อิยิปต์โบราณได้‎มอบให้แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ‎
เป็นม้าเมื่อได้แข่งแล้ว จะติดตามคู่ต่อสู้อย่างไม่ถดถอย

‎4. เซาะริบ (‎الظرب‎) – ทรหด
เป็นม้าที่เป็นที่รู้จักที่สุดในบรรดาม้าของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นม้าที่มีลำตัวใหญ่ แข็งแรง และทรหด

‎5. ลุหัยฟฺ (‎اللحيف‎) – คลุม
เป็นม้าที่มีหางยาวถึงพื้น เวลาเดินประหนึ่งหางของมันได้คลุมพื้นดินไว้ จึงได้ชื่อว่า “ลุหัยฟฺ”‎

‎6. อัล-วัรดฺ (‎الورد‎)‎
คือม้าที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มอบให้แก่ท่านอุมัร ‎และท่านอุมัรก็ได้ใช้ม้าตัวนี้ในการสู้รบกับศัตรูอิสลามอยู่หลายครั้งหลายครา

‎7. ยะอฺบูบ (‎اليعبوب‎) – วิ่งเร็ว
เป็นม้าที่สูงและวิ่งเร็ว

8. อัล-มุรอวิหฺ (‎المراوح‎) – สายลม
เป็นม้าที่วิ่งเร็วดุจสายลม

‎9. ยะอฺซูบ (‎يعسوب‎) – หัวหน้า
เป็นม้าสีบลอนด์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซื้อมาจากอาหรับคนหนึ่งจากเผ่าญุฮัยนะฮฺ ในราคาที่เทียบได้กับอูฐสิบตัว
22  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / คุยเรื่องหนังสือ / Re: หนังสือของอบุลฮาซัน อัลนัดวีย์ เมื่อ: มีนาคม 15, 2018, 20:40:53
ประวัติบรรดานบีสำหรับเด็ก มีให้โหลดแล้ว

http://waqfeya.com/book.php?bid=9086
23  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / ปัญหาเฉพาะในวิชาฟะรออิฎ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2018, 19:49:22
‎1. ปัญหา “อัล-ยะตีมะตาน” หรือ “อัน-นิศฟียะตาน”‎

ลักษณะของปัญหา
ผู้ตายทิ้งสามีและพี่น้องสาวร่วมบิดามารดา หรือสามีและพี่น้องสาวร่วมบิดา


การแก้ปัญหา
การแก้ปัญหาโจทย์นี้ คือการแก้ทั่วไป ‎




ที่มาของชื่อ
สาเหตุที่เรียกปัญหานี้ว่า “อัล-ยะตีมะตาน” หรือ “อัน-นิศฟียะตาน”
เนื่องจากสองปัญหาข้างต้น (สามีอยู่ร่วมกับพี่น้องสาวร่วมบิดามารดา และ สามีอยู่ร่วมกับพี่น้องสาวร่วมบิดา)
‎คือสองปัญหาที่ทายาททั้งสองประเภทได้รับสัดส่วนที่เหมือนกัน นั่นคือ 1/2 
และจะไม่พบปัญหาที่ทายาทได้รับสัดส่วนที่เหมือนกันนอกจากสองปัญหาข้างต้น

24  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / กลอน คำคม เรื่องสั้น / Re: มีแต่คำคม ไม่มีคำกลอน (ฉบับที่สอง) เมื่อ: ธันวาคม 03, 2017, 13:01:24
วาดรูปต้นไม้ในกระดาษ
แม้นเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี
ต้นไม้ก็มิอาจออกผลให้ชิม


วาดความฝันไว้ในความคิด
แม้นเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี
ความฝันก็มิอาจเป็นจริงได้เช่นกัน
25  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: หน้าที่พ่อแม่ ของเด็กเกิดใหม่ มีอะไรบ้าง?? เมื่อ: เมษายน 27, 2017, 18:11:35
หน้า: [1] 2 3 ... 36
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.119 วินาที กับ 20 คำสั่ง