อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
กุมภาพันธ์ 26, 2021, 20:24:44 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ประกาศย้ำอีกครั้งแก่สมาชิกทุกท่านนะครับว่า อิกเราะอ์ฟอรั่มไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเว็บเพื่อการโฆษณาแฝงเชิงการค้าทุกประเภทครับ ... ชุกร็อน
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 60
1  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / ภาษาไทย / Re: ภาษาไทย กับ มุสลิมไทย (กระทู้ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง) เมื่อ: ธันวาคม 13, 2019, 07:10:27
al-Quran อัล-กุรอ่าน  al-azhar อัล-อัซฮาร์ al- islam อัล-อิสลาม Al-bukhari อัล-บุคอรี ash-Shaabi อัช-ชะอฺบีย์   Jamaah ญะมาอะฮ์ al-Qa-idah อัล-กออีดะฮ์
เรามักเทียบกับภาษาอังกฤษ เครื่องหมายยัติภังค์ (-) นิยมใช้กับภาษาอังกฤษ ภาษาไทยใช้เป็นตัวแบ่งพยางค์ในการอ่านคำ หรือใช้งานอื่นๆ ที่เรารู้กัน
แต่ในการแปลจากอาหรับ เราไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายยัติภังค์ (-) เหมือนภาษาอังกฤษ ซึ่งเขาอาจจะใส่เครื่องหมาย ด้วยเหตุผลไม่ให้คนอ่านชื่อผิด
 al-azhar อัล-อัซฮาร์  al- islam อัล-อิสลาม ....กลัวว่า จะอ่าน เป็น อาลาซัร  อาลิสลาม

..
ในภาษาไทยไม่จำเป็นต้องใช้ เครื่องหมายยัติภังค์ (-) เพราะไม่สับสนในการอ่านเลย
และชื่อเหล่านี้ รากคำจากภาษาอาหรับ
จึงสามารถเขียนติดกันเลย     อัลกุรอ่าน  อัลอัซฮาร์  อัลอิสลาม  อัลบุคอรี  อัชชะอฺบีย์   ญะมาอะฮ์  อัลกออีดะฮ์

จึงใคร่ขอให้นักเขียน ทั้งหลายแก้ไขด้วยประการทั้งปวง


ส่วนตัวผมชอบให้ใส่นะ เพราะเป็นการแยก อลิฟ ลาม กับคำหลัก

โดยปกติ การใช้ อัล- จะใช้กับชื่อ หรือ พวกที่จำเป็นต้องทับศัพท์เวลาเขียนอ้างอิง ซึ่งดูแล้ว แนวการเขียนแบบภาษาอังกฤษจะดูดีกว่า
2  โต๊ะอำนวยการ / เสนอแนะ/ติชม/กำลังใจ / Re: อิกเราะอ์ยังไม่สิ้นลม เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2019, 10:34:03
 

กระทืบไลค์ได้หลายตัวในนี้ อิอิ
3  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: เมื่อรอมฎอนจากไป...มีอะไรต่อ ?? เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2018, 06:28:24

First time for me to log in successfully. Alhamdulillah. 

หายไปไหน เล่าให้ฟังบ้าง ^^
4  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: Re: หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับละหมาด หาญะฮฺ / ฮายัต เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 20:56:00


เอาคำแปลด้วยซิ
เก็บเฉยๆ 555

Sent from my HUAWEI RIO-L02 using Tapatalk

5  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับละหมาด หาญะฮฺ / ฮายัต เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 10:59:09
http://fatwa.islamweb.net/fatwa/index.php?page=showfatwa&Option=FatwaId&Id=1390




****************
باب من زار قوما فلم يفطر عندهم

1881 حدثنا محمد بن المثنى قال حدثني خالد هو ابن الحارث حدثنا حميد عن أنس رضي الله عنه دخل النبي صلى الله عليه وسلم على أم سليم فأتته بتمر وسمن قال أعيدوا سمنكم في سقائه وتمركم في وعائه فإني صائم ثم قام إلى ناحية من البيت فصلى غير المكتوبة فدعا لأم سليم وأهل بيتها فقالت أم سليم يا رسول الله إن لي خويصة قال ما هي قالت خادمك أنس فما ترك خير آخرة ولا دنيا إلا دعا لي به قال اللهم ارزقه مالا وولدا وبارك له فيه فإني لمن أكثر الأنصار مالا وحدثتني ابنتي أمينة أنه دفن لصلبي مقدم حجاج البصرة بضع وعشرون ومائة حدثنا ابن أبي مريم أخبرنا يحيى بن أيوب قال حدثني حميد سمع أنسا رضي الله عنه عن النبي صلى الله عليه وسلم

قوله : ( ثم قام إلى ناحية من البيت فصلى غير المكتوبة ) في رواية أحمد عن ابن أبي عدي عن حميد : " فصلى ركعتين وصلينا معه " وكأن هذه القصة غير القصة الماضية في أبواب الصلاة التي صلى فيها على الحصير ، وأقام أنسا خلفه وأم سليم من ورائه ، لكن وقع عند أحمد في رواية ثابت المذكورة - وهو لمسلم من طريق سليمان بن المغيرة عن ثابت - نحوه ، ثم صلى ركعتين تطوعا فأقام أم حرام وأم سليم خلفنا ، وأقامني عن يمينه " ويحتمل التعدد ؛ لأن القصة الماضية لا ذكر فيها لأم حرام ، ويدل على التعدد أيضا أنه هنا لم يأكل وهناك أكل .

http://library.islamweb.net/newlibrary/display_book.php?idfrom=3629&idto=3630&bk_no=52&ID=1256

*********************

5751 - وعن سعد - رضي الله عنه - أن رسول الله - صلى الله عليه وسلم - مر بمسجد بني معاوية ، دخل فركع فيه ركعتين وصلينا معه ، ودعا ربه طويلا ، ثم انصرف فقال : سألت ربي ثلاثا ، فأعطاني ثنتين ، ومنعني واحدة ، سألت ربي أن لا يهلك أمتي بالسنة ، فأعطانيها ، وسألته أن لا يهلك أمتي بالغرق فأعطانيها ، وسألته أن لا يجعل بأسهم بينهم فمنعنيها . رواه مسلم .


http://library.islamweb.net/newlibrary/display_book.php?bk_no=79&ID=274&idfrom=11410&idto=11483&bookid=79&startno=12#docu

***********************

11642 حدثنا ابن أبي عدي عن حميد عن أنس قال دخل رسول الله صلى الله عليه وسلم على أم سليم فأتته بتمر وسمن وكان صائما فقال أعيدوا تمركم في وعائه وسمنكم في سقائه ثم قام إلى ناحية البيت فصلى ركعتين وصلينا معه ثم دعا لأم سليم ولأهلها بخير فقالت أم سليم يا رسول الله إن لي خويصة قال وما هي قالت خادمك أنس قال فما ترك خير آخرة ولا دنيا إلا دعا لي به وقال اللهم ارزقه مالا وولدا وبارك له فيه قال فما من الأنصار إنسان أكثر مني مالا وذكر أنه لا يملك ذهبا ولا فضة غير خاتمه قال وذكر أن ابنته الكبرى أمينة أخبرته أنه دفن من صلبه إلى مقدم الحجاج نيفا على عشرين ومائة

https://library.islamweb.net/Newlibrary/display_book.php?flag=1&bk_no=6&ID=11611

**********************
6  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / ความหมายของการรักและเกลียดเพื่ออัลลอฮฺ เมื่อ: มิถุนายน 28, 2017, 00:01:47
คนเราส่วนใหญ่ ในตัวคนเดียวกันมีทั้งดีและเลวปนกัน

รักเท่าความดีที่มี เกลียดเท่าความชั่วที่เห็น

ความดีที่มีสนับสนุนส่งเสริม ความเลวที่เห็นตักเตือนและแก้ไข

มุสลิมคนดีมีอีมาน มิบังควรเป็นคนประเภท ความดีเขาเรามองไม่เห็น ความชั่วเขาเราช่วยเหยียบย่ำซ้ำเติม



http://www.binbaz.org.sa/noor/9292
7  โต๊ะอำนวยการ / ปัญหาการใช้งาน / Tapatalk เมื่อ: มิถุนายน 09, 2017, 05:51:04
ยอมจ่าย Ads free แบบทดลอง เห็นบอกว่ายกเลิกเมื่อไรก็ได้ นี่ยังไม่เห็นผุ่มยกเลิกเรย เฮอๆ

แต่พอไม่มีโฆษณาก็น่าใช้อยู่หรอกนะ Grin  Grin  Grin

Sent from my HUAWEI RIO-L02 using Tapatalk

8  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: Re: หน้าที่พ่อแม่ ของเด็กเกิดใหม่ มีอะไรบ้าง?? เมื่อ: มิถุนายน 09, 2017, 05:33:54
สงสัยเรื่อง" ตะหฺนีก" อีกที
ทำไมเห็นต้องใช้น้ำผึ้งใส่ในอินทผลัมด้วยคะ ??
มีด้วยหรอ
9  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: เมื่อ: มิถุนายน 09, 2017, 05:31:36
มีด้วยหรอ

Sent from my HUAWEI RIO-L02 using Tapatalk

10  โต๊ะวิชาการ / หลักปฏิบัติ / Re: หน้าที่พ่อแม่ ของเด็กเกิดใหม่ มีอะไรบ้าง?? เมื่อ: เมษายน 23, 2017, 23:31:19
ไลค์ และ แชร์

(อ้าว หาปุ่มแชร์ไม่เจอ 55555)
11  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / ภาษาอาหรับ / Re: รวมศัพท์ศาสนาที่ใช้กันบ่อย เมื่อ: เมษายน 23, 2017, 23:29:58
มีใครเคยรวบรวมอภิธานศัพท์ไว้ที่ไหนบ้าง น่าจะขอเอามาทำเป็นฐานข้อมูลเก็บไว้เลย เผลอๆ มารวมเป็นหนังสือใหม่ต่างหากก็ยังได้

อาบิรฺ ลองถามๆ หน่อย เผื่อเขาใจดี
12  โต๊ะข่าวสารและเทคโนโลยี / ชุมนุมคนทำเว็บอิสลาม / Re: ระหว่าง Forum กับ Facebook เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 22:32:34
เด่วปรับตัวก่อนสักนิด คงจะไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว  Grin Grin Grin Grin
13  โต๊ะอำนวยการ / ประกาศ / Re: ยินดีต้อนรับสู่ อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์ เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 13:57:37
 

14  โต๊ะข่าวสารและเทคโนโลยี / ชุมนุมคนทำเว็บอิสลาม / Re: ระหว่าง Forum กับ Facebook เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 13:56:43
 
15  โต๊ะข่าวสารและเทคโนโลยี / ชุมนุมคนทำเว็บอิสลาม / Re: ระหว่าง Forum กับ Facebook เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 13:56:22
น่าจะเป็นเอฟเฟกต์จากโซเชียล ลักษณะการทำงานแบบเร็วๆ ทำให้จัดระบบความคิดไม่ทัน

กลับบ้านเก่าดีกว่า เงียบๆ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ชิลๆ ไม่เครียดมากเกิน
16  โต๊ะข่าวสารและเทคโนโลยี / ชุมนุมคนทำเว็บอิสลาม / ระหว่าง Forum กับ Facebook เมื่อ: เมษายน 19, 2017, 22:23:11

ภาพจาก http://chrisokorie.com




วันนี้นึกยังไงไม่รู้ ได้กลับมาบ้านเก่า กลับมาทีไรใจคึกทุกที อิอิ

เอาล่ะ ตั้งประเด็นกันหน่อย ใครจะมาตอบกี่คนค่อยว่ากัน (เด่วเอาไปแปะหน้าฟีด FB ด้วยละกัน ฮา)

ระหว่างฟอรั่มบ้านเก่า กับ Facebook สรุปกันหน่อยว่าจุดแข็งจุดอ่อนยังไงบ้าง ?

ไม่น่าเชื่อว่า ตั้งแต่ประมาณปี 2009 ที่เราเริ่มพูดถึงกระแสการเข้ามาของเฟซบุค หลังจากนั้นบอร์ดของเราก็เริ่มซาลงเรื่อยๆ ดีอย่างเดียวคือมันไม่ตาย อยู่คู่กับบอร์ดอัน-นิสาอ์ของเจ้เคนมาจนถึงทุกวันนี้เลยนะ  Grin Grin Grin

ในขณะที่แอบส่องอีกหลายเว็บๆ นี่ หายกันไปหมดแล้ว บางเว็บนี่น่าเสียดายข้อมูลในนั้นมากๆ ฟิตยะฮฺ.คอม มุรีด.คอม มุสลิมออนแอร์.คอม มุสลิมไทย.คอม ไทยอิสลามิก.คอม ฯลฯ ล้วนตายจากไปอย่างเงียบๆ ซึ่งน่าจะทนกระแสโซเชียลไม่ไหว

อย่างไรก็ดี บอร์ดอิกเราะอ์ก็ยังคงอยู่ เราได้แต่ต่ออายุโดเมนและโฮสต์ไปเรื่อยๆ ทุกปี เพราะแอบหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะเป็นที่ให้สมาชิกทั้งหลายที่หลงเข้าไปโลกโซเชียลจนเบื่อแล้วนึกคิดจะกลับมาหาความสงบที่บ้านเก่าของเราอีกครั้ง

บ.ก. เองก็เริ่มรู้สึกว่า อะไรหลายๆ อย่าง ระหว่างโซเชียลกับบอร์ด มันควรต้องปรับจูนเข้าหากัน

ส่วนตัวเริ่มมองเห็นว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เราโพสต์ในโซเชียลมันจัดระบบความคิดไม่ได้หรือยากมาก กลัวว่าพออยู่ไปนานๆ ข้อมูลดีๆ ก็จะถูกทับถมจนหาควานหาไม่เจอ

นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องกลับมาจัดระบบบอร์ดใหม่อีกครั้ง ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่เพื่อต้องการเป็นแหล่งบันทึกคุณค่าของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ให้เป็นที่ศึกษาและได้รับประโยชน์ของคนที่อยากค้นหาในภายหลัง ไม่ใช่แค่โพสต์ไปวันๆ แชร์สักพักก็หายไปกับเรื่องใหม่ที่เข้ามาแทนที่ในโลกโซเชียล ก็เท่านั้นเอง ..

พี่น้องมีอะไรแลกเปลี่ยนก็เชิญสนทนาเป็นเพื่อนกันหน่อยน๊าาา เด่วเค้าเหงา    Kiss  Wink
17  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / เขียนและแปล / ว่าด้วยการแปลงาน "ฟิกฮฺ" เมื่อ: เมษายน 19, 2017, 21:45:36


วันนี้ ตรวจงานเรื่อง "บทบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยเฉพาะ" ของเชคเฟาซาน แปลโดยทีมงานคุณภาพจากเมืองลุงจนเสร็จ หลังจากค้างมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว

เหมือนกับตัวเองจะพ่ายแพ้การตรวจงานและการแปลงานเรื่องฟิกฮฺเอาจริงๆ  นั่งทำไปใจก็ย้อนแย้งขัดขืนเหมือนขี้เกียจไม่ยอมทำให้เสร็จๆ

อาจจะด้วยพื้นฐานส่วนตัว บ.ก. ไม่ได้เรียนสาขานี้เป็นสาขาเชี่ยวชาญโดยตรง เลยไม่ค่อยชอบเอาเสียจริงๆ

การแปลงานฟิกฮฺ มีความเฉพาะตัวค่อนข้างสูงมาก ทั้งในเรื่องคำศัพท์ การแตกประเด็น ชื่อเฉพาะ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ แต่ที่ บ.ก. มักจะไม่สู้มากที่สุด คือ การวกไปวนมาในการอธิบายที่ต้องอาศัยพลังงานเชิงตรรกะมาช่วยให้มีกำลังใจในการรันงานให้เสร็จ

การเป็น บ.ก. มันหนักตรงที่ต้องทำงานตรงหน้าให้ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบมากนัก พูดไปแล้ว นึกอยากให้มีการจัดประเภทความเชี่ยวชาญของทีมงานไปเลยดีไหม

แบ่งๆ ไปเลย
- บ.ก. ฟิกฮฺ
- บ.ก. อะกีดะฮฺ
- บ.ก. หะดีษ
- บ.ก. ทั่วไป

ถึงเวลาที่เหล่า บ.ก. ต้องแคลซซิฟายตัวเองกันแล้วละมั๊งครับ .. 

---------

ปล. กระทู้นี้ว่าจะโพสต์ในบอร์ดใหม่ "เขียนและแปล" แต่ตั้งบอร์ดใหม่ไม่ได้ ระบบแจ้งข้อผิดพลาด ต้องรอทั่นแอดมินมาอัพเกรดฟอรั่มเสียก่อน

 Undecided Cry
18  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / ภาษาอาหรับ / รวมลิงก์หลักสูตรสอนภาษาอาหรับสำหรับคนที่ไม่ได้พูดอาหรับ เมื่อ: เมษายน 19, 2017, 20:56:02
จัดให้หนักมากโดยอิสลามเฮ้าส์

---------

بفضل الله - عز وجل - وكرمه وتوفيقه، تم إضافة عددًا من المواد الخاصة بتعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، ومنها:

 
العربية بين يديك - عربي العربية بين يديك : الإصدار الثاني من سلسلة العربية بين يديك؛ والتي تُعد أحدث سلسلة تعليمية متكاملة مختصة في تعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، والتي تتكون من: 8 كتب للطالب، 4 كتب للمعلم تحوي التوجيهات والعناصر وحلول التدريبات، معجم؛ يحوى كل مفردات السلسلة، الحروف العربية؛ مدخل تمهيدي لتعلم الأحرف - بالإضافة إلى أقراص سمعية مدمجة.
https://islamhouse.com/ar/books/2821426

 
العربية للحياة - عربي العربية للحياة : سلسلة تتكون من أربعة كتب ذات مستويات متدرجة، في تعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، من إصدار معهد اللغة العربية بجامعة الملك سعود.
https://islamhouse.com/ar/books/2821421

 
الكتاب الأساسي في تعليم العربية للناطقين بغيرها - عربي الكتاب الأساسي في تعليم العربية للناطقين بغيرها : منهج متكامل في تعليم العربية للناطقين بغيرها؛ من إصدار وحدة البحوث والمناهج بمعهد اللغة العربية للناطقين بغيرها، بجامعة أم القرى.
https://islamhouse.com/ar/books/2821411

 
تعليم اللغة العربية للناطقين بغيرها - عربي تعليم اللغة العربية للناطقين بغيرها : منهج متكامل لتعليم اللغة العربية، ومبادئ العلوم الدينية، اشترك في كتابته أكثر من خمسين معلمًا وخبيرًا ومتخصصًا، يتكون من: 37 مطبوعًا للدارس، مع أدلة، ومعاجم، ومقدمة للتعريف به، من إصدار جامعة الإمام محمد بن سعود
https://islamhouse.com/ar/books/2821219

 
دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها - عربي دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها : كتاب متميز لتعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، ويعني بجميع جوانب اللغة كالنحو، والصرف، والمفردات، والأسلوب.
https://islamhouse.com/ar/books/398778

 
معجم الكلمات الواردة في دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها - عربي يُعد كتاب دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها للدكتور: ف. عبد الرحيم - أثابه الله - من الكتب المتميزة في تعليم اللغة العربية، وقد أعد مؤلفه هذا المعجم للكلمات الواردة به.
https://islamhouse.com/ar/books/2821420

 
مفتاح دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها باللغة الإنجليزية - عربي يُعد كتاب دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها من الكتب المتميزة في تعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، وقد أعد مؤلفه هذا الكتاب كمفتاح له للمتحدثين باللغة الإنجليزية.
https://islamhouse.com/ar/books/2821417

 
مفتاح دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها باللغة الألمانية - عربي كتاب دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها من الكتب المفيدة في تعليم اللغة العربية، وقد أعد مؤلفه هذا الكتاب كمفتاح له للمتحدثين باللغة الألمانية.
https://islamhouse.com/ar/books/2821418

 
مفتاح دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها باللغة الأردية - عربي يُعد كتاب دروس اللغة العربية لغير الناطقين بها من الكتب الجيدة في تعليم اللغة العربية، وقد أعد مؤلفه هذا الكتاب كمفتاح له للمتحدثين باللغة الأردية.
https://islamhouse.com/ar/books/2821419

 
الأدب والنصوص لغير الناطقين بالعربية - عربي الأدب والنصوص لغير الناطقين بالعربية : كتاب باللغة العربية، لطلاب المستوى المتقدم ممن درسوا أكثر من ألف ساعة؛ احتوى على صورة واضحة للأدب العربي تتميز بالشمول والإيجاز.
https://islamhouse.com/ar/books/2821410

 
اقرأ وارتق - عربي اقرأ وارتق : كتاب مخصص لتأسيس اللغة العربية على أسس علمية صحيحة، ومعالجة ضعف القراءة لدى طلبة المرحلة الابتدائية، وتعليم القواعد الأساسية للمبتدئين في قراءة القرآن الكريم.
https://islamhouse.com/ar/books/2821403

 
علمني العربية - عربي علمني العربية : سلسلسة في تعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، من إصدار لجنة التعريف بالإسلام بالكويت، وقد تضمنت مفردات وتراكيب لغوية سلسة يحتاجها المتعلم في حياته اليومية ومعاملاته.
https://islamhouse.com/ar/books/2821405

 
الطريق إلى العربية - عربي الطريق إلى العربية : منهج مكون من خمسة أجزاء، معد خصيصًا من قبل مركز قطر الثقافي الإسلامي «فنار»؛ لتعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها.
https://islamhouse.com/ar/books/2821404

 
القراءة الراشدة لتعليم اللغة العربية والثقافة الإسلامية - عربي القراءة الراشدة : كتاب باللغة العربية، للشيخ أبي الحسن الندوي - رحمه الله - احتوى على مجموعة مختارة تمثل الأدب العربي الإسلامي في جميع مظاهره، بأسلوب تدريجي ملائم لذوق الناشئة المسلمة.
https://islamhouse.com/ar/books/2821402

 
العربية للناشئين - عربي العربية للناشئين : منهج متكامل لتعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها من الناشئين (11 سنة - 17 سنة تقريبًا) ويتكون من ستة كتب للتلاميذ، مع كتب للمعلم وتسجيلات صوتية مصاحبة لها.
https://islamhouse.com/ar/books/2821408


 

-----
Credit: IH Team on WhatsApp
19  โต๊ะวิชาการ / สารัตถะอิสลามและเชิงวิเคราะห์ / อุละมาอ์ คือแก่นแห่ง “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เมื่อ: มกราคม 04, 2017, 12:50:18
“อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เป็นชื่อที่อัลลอฮฺตั้งให้กับบรรดาบ่าวที่เคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์ด้วยความยำเกรงอย่างที่สุด ตามแบบอย่างที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำเอาไว้ในภาคปฏิบัติของชีวิตจริงอย่างสมบูรณ์

หลังจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตไป ตัวอย่างในภาคปฏิบัติของท่านก็ถูกสืบทอดเรื่อยมาโดยบรรดาอุละมาอ์ เริ่มตั้งแต่เศาะหาบะฮฺทั้งหลาย อาทิ ท่านอบู บักรฺ และบรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมที่เหลือ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นอุละมาอ์ที่เปรียบได้เหมือนแก่นแห่ง “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ”
อุละมาอ์นั้นคือผู้สืบทอดบรรดานบี ซึ่งมรดกตกทอดของบรรดานบีก็คือวะห์ยูที่พวกเขาได้รับมาจากอัลลอฮฺ ในขณะที่วะห์ยูที่ถูกประทานลงมาให้กับท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็คือ อัลกุรอานและสุนนะฮฺ นั่นเอง

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
وَإِنَّ الْعُلَمَاءَ وَرَثَةُ الْأَنْبِيَاءِ، وَإِنَّ الأَنْبِيَاءَلَمْ يُوَرِّثُوا دِينَارًا وَلَا دِرْهَمًا، إِنَّمَا وَرَّثُوا العِلْمَ، فَمَنْ أَخَذَ بِهِ أَخَذَ بِحَظٍّ وَافِرٍ 
ความว่า “แท้จริง บรรดาอุละมาอ์คือทายาทผู้สืบทอดบรรดานบี ซึ่งแท้จริงแล้ว บรรดานบีนั้นไม่ได้ทิ้งมรดกเป็นเงินเป็นทองแต่อย่างใด แต่ทว่าพวกเขาทิ้งความรู้ไว้เป็นมรดก ดังนั้น ใครที่รับมรดกนี้(ผ่านวะห์ยูของอัลลอฮฺที่มีอยู่ในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ)แสดงว่าเขาได้รับส่วนที่ครบถ้วนเป็นที่สุดแล้ว”

ยิ่งไปกว่านี้ สถานะของอุละมาอ์ในยุคประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ถือว่าเปรียบเสมือน “นบีทั้งหลายของพวกบนีอิสรออีล” แต่พวกเขาไม่ได้เป็นนบีจริง ๆ เพราะจะไม่มีนบีอีกหลังจากท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  

บุคลิกของอุละมาอ์
อุละมาอ์ที่แท้จริงในอิสลามสามารถที่จะรู้จักได้ด้วยความรู้ที่เที่ยงแท้ของพวกเขา โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอานและสุนนะฮฺ รวมทั้งสามารถที่จะรู้จักพวกเขาได้ด้วยบุคลิกการนำเสนอหลักฐานที่หนักแน่น อิบาดะฮฺที่เที่ยงตรง ความยำเกรงที่เห็นได้ชัด มารยาทที่สูงส่ง ท่าทีที่ชาญฉลาด จุดยืนที่เข้มแข็ง วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล บะเราะกะฮฺจากผลแห่งความพยายามมุมานะ การให้นะศีหะฮฺ/คำแนะนำปรึกษาหารือที่บริสุทธิ์ใจ การตะวักกัลมอบหมายที่สูงยิ่ง ความเป็นอยู่ที่นอบน้อมถ่อมตน ความอดทนที่เปี่ยมด้วยความอิคลาศ และมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงของคนอื่นอย่างมากมาย
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
ความว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ในหมู่บ่าวของพระองค์ก็คือ บรรดาอุละมาอ์”

เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ว่า อาลิมคนหนึ่งที่รู้จักอัลลอฮฺผู้ทรงรอบรู้และปรีชาอย่างสัจจริง แล้วเขาจะไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อพระองค์ผู้ทรงเอกะผู้ทรงอำนาจควบคุมทุกสรรพสิ่ง เพราะความรู้สึกที่มีให้กับผู้ใดหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมเกิดมาจากการได้รู้จักสิ่งนั้นอย่างแน่แท้
อุละมาอ์เป็นเหมือนแก่นและป้อมปราการของศาสนา อีกทั้งยังเป็นดวงดาว ไฟส่องสว่าง และผู้นำทาง ให้กับ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” พวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮฺได้นำเอามาเป็นสักขีพยานพร้อม ๆ กับการเป็นสักขีพยานของอัลลอฮฺและบรรดามลาอิกะฮฺ พระองค์ตรัสว่า
ความว่า “อัลลอฮฺ บรรดามลาอิกะฮฺ และบรรดาผู้มีความรู้ ได้เป็นสักขีพยานยืนยันแล้วว่า แท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงดูแลจัดการทุกสรรพสิ่งด้วยความยุติธรรมยิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงปรีชาญาณ”

อิสลามถือว่า มติที่เห็นเป็นเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ในแต่ละรุ่นเป็นหลักฐานที่บังคับใช้กับประชาชาติได้ และอัลลอฮฺก็ได้สั่งให้ผู้คนทั้งหลายเชื่อฟังพวกเขา ภายใต้บริบทหรือกรอบแห่งการเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

นอกจากนี้ ยังมีอุละมาอ์ประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่ทายาทผู้สืบทอดมรดกของบรรดานบี พวกเขาเหล่านี้มีชื่อว่า “อุละมาอ์ อัส-สูอ์” หรือ “อุละมาอ์ อัด-ดุนยา” ซึ่งเป็นอุละมาอ์ที่ไม่ชอบหรือไม่ให้ความสำคัญกับวะห์ยูอัลกุรอานและสุนนะฮฺ พวกเขาให้ความสำคัญกับตรรกะทางปัญญามากกว่าหลักฐานจากวะห์ยู การปฏิบัติที่แสดงออกมามักจะค้านกับคำพูดของพวกเขาอยู่เสมอ ภาพภายนอกที่เห็นเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ปกปิดอยู่ภายใน บางครั้งพวกเขาก็เชิญชวนคนอื่นสู่อิสลามด้วยลิ้นที่เปล่งวาจาออกมา แต่กลับทำให้คนอื่นเกลียดอิสลามเพราะเห็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของพวกเขาเสียเอง หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้างและสกปรก ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺของพวกเขาช่างขุ่นมัว เป้าหมายสำคัญมีเพียงแค่วัตถุปัจจัยและตำแหน่งหน้าที่ หนำซ้ำอาจจะเลยถึงขั้นชอบให้เกิดการทะเลาะและแบ่งพรรคพวกเป็นฝักเป็นฝ่าย อุละมาอ์แบบนี้มักจะเป็นต้นเหตุการเบี่ยงเบนไขว้เขวและความแตกแยกของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเราให้พ้นจากสิ่งนี้ด้วยเถิด

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงพบว่าอุละมาอ์บางคนจึงอธิบายความหมายของคำว่า “ญะมาอะฮฺ” ในหะดีษที่พูดถึงการแตกออกเป็นเจ็ดสิบสามกลุ่มของประชาชาติท่านนบีมุหัมมัดว่า หมายถึง “อะฮฺลุล อิลม์” หรือ “อุละมาอ์” นั่นเอง

เพราะพวกเขารวมอยู่ในศัพท์ที่อัลกุรอานและสุนนะฮฺได้กล่าวถึงในหลาย ๆ รูปแบบการขนานนาม อาทิ อุลุล อิลม์, อุลุล อัมร์, อุลุล อัลบาบ, อะฮฺลุซ ซิกร์ และ อะฮฺลุล อิลม์

ถ้าไม่มีอุละมาอ์ก็ไม่มีญะมาอะฮฺ และถ้าไม่มีญะมาอะฮฺก็ย่อมจะไม่มี “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เพราะอุละมาอ์เป็นแกนนำของคณะที่ปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาและแต่งตั้งที่เรียกว่า “อะฮฺลุลหัลล์ วัลอักด์” ซึ่งมีหน้าที่เพื่อแต่งตั้งผู้นำ/ผู้ปกครองและคอยให้คำปรึกษาเพื่อให้เขาทำหน้าที่ด้วยความสัจจริงและยุติธรรม รวมทั้งคอยให้คำแนะนำแก่ประชาชนเพื่อให้เชื่อฟังผู้ปกครองด้วยความบริสุทธิ์ใจและอดทน

อัล-บุคอรีย์ ได้กล่าวว่า “ความหมายของคำว่า ญะมาอะฮฺ ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับให้ประชาชาติของท่านยึดถือยึดมั่นก็คือ บรรดาผู้รู้ที่เป็นนักวินิจฉัย (มุจญ์ตะฮิด) ไม่ใช่ชาวบ้านหรือคนทั่ว ๆ ไป นับประสาอะไรกับคนญาฮิลที่ไม่รู้อะไร และแน่นอนว่าไม่ใช่พวกบิดอะฮฺด้วย”  

อัต-ติรมิซีย์ ได้อธิบายว่า “ความหมายของ ญะมาอะฮฺ ในทัศนะของอุละมาอ์ก็คือ อะฮฺลุล ฟิกฮฺ, อะฮฺลุล อิลม์ และ อะฮฺลุล หะดีษ (ในทุกยุคสมัย)”  

อบู อัล-อัสวัด อัด-ดุอะลีย์ กล่าวว่า
«لَيْسَ شَيْءٌ أَعَزَّ مِنَ الْعِلْمِ، وَذَلِكَ أَنَّ الْمُلُوْكَ حُكَّامٌ عَلَى النَّاسِ وّالْعُلَمَاءَ حُكَّامٌ عَلَى الْمُلُوْكِ»
ความว่า “ไม่มีสิ่งใดที่สูงเกียรติยิ่งไปกว่าความรู้ นั่นเป็นเพราะว่าบรรดากษัตริย์นั้นคือผู้นำของประชาชน และอุละมาอ์ก็คือผู้สอนและให้คำปรึกษาแก่บรรดากษัตริย์อีกทอดหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า อุละมาอ์นั้นมีความสำคัญมากขนาดไหนในการสร้างและฟื้นฟู “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” ตั้งแต่ยุคของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรื่อยมาถึงยุคของเคาะลีฟะฮฺทั้งสี่ พวกเขาต่างก็เป็นอุละมาอ์ของประชาชาติในยุคนั้น ๆ บทบาทในฐานะอุละมาอ์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะถือว่าเป็นแก่นแกนของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ”

เพราะฉะนั้น ความพยายามในการสร้างสถานะของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” จึงถือว่าเป็นหน้าที่อุละมาอ์ พวกเขาจะถูกตั้งคำถามโดยประวัติศาสตร์ถึงความรับผิดชอบต่อการเกิดความแตกแยกของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” ในโลกดุนยานี้ และอัลลอฮฺก็จะสอบสวนพวกเขาในวันอาคิเราะฮฺอีกต่อไปด้วย

นอกจากนี้แล้ว เราคงต้องยอมรับข้อเท็จจริงอันขมขื่นในประวัติศาสตร์ว่า ทุกครั้งที่เกิดความแตกแยกของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เราจะพบต้นเหตุที่มาที่ไปของมันว่าเกิดมาจากความเบี่ยงเบนและหันเหของประชาชาติอิสลาม ที่ออกห่างเส้นทางสัจธรรมของอิสลามซึ่งวางฐานอยู่บนคำสอนของอัลกุรอานและสุนนะฮฺ เรามักจะพบสาเหตุความแตกแยกของประชาชาติอิสลามว่ามาจาก ความเบี่ยงเบนของคนบางคนที่ถูกเรียกว่าเป็นอุละมาอ์ในยุคนั้น ๆ ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาบางคนยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกว่าเป็นอุละมาอ์ของอิสลามได้เลย วัลลอฮุอะอฺลัม ขออัลลอฮฺทรงแก้ไขปรับปรุงพวกเราและพวกเขาเหล่านั้นด้วยเถิด

จุดยืนต่อความผิดพลาดของอุละมาอ์
มาร่วมกันยึดปฏิบัติคำสอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับจุดยืนอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ต่อบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลและมีบทบาท ตามที่ท่านนบีได้กล่าวว่า
أَقِيْلُوْا ذَوِيْ الْهَيْئَاتِ عَثَرَاتِهِمْ إِلاَّ الْحُدُوْدَ
ความว่า “พึงให้อภัยเท่าที่ทำได้กับความพลาดพลั้งของบรรดาคนที่มีสถานะสูง (เช่นบรรดาอุละมาอ์และผู้นำมุสลิม) ยกเว้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ หุดูด (ความผิดที่ถูกกำหนดบทลงโทษไว้แล้วในบทบัญญัติอิสลาม)”

อิมาม อัช-ชาฟิอีย์ ได้กล่าวว่า
وَذَوُو الْهَيْئَاتِ الَّذِينَ يُقَالُونَ عَثَرَاتِهِمْ؛ مَا لَمْ يَكُنْ حَدًّا؛ الَّذِينَ لَيْسُوا يُعْرَفُونَ بِالشَّرِّ، فَيَزِلُّ أَحَدُهُمُ الزَّلَّةَ
ความว่า “คนที่มีสถานะสูงที่ไม่ควรเอาผิดกับพวกเขาเวลาที่พวกเขาพลาดพลั้งไปในบางครั้ง ตราบใดที่ไม่ใช่ความผิดระดับที่ต้องโทษ หุดูด ก็คือ บรรดาคนที่โดยปกติแล้วไม่ใช่คนประเภทที่ทำชั่วจนเป็นที่รู้กัน พวกเขาเป็นคนที่มีเกียรติเพียงแต่ว่าพลาดพลั้งไปทำผิดในบางครั้ง” (นั่นเป็นกำหนดของอัลลอฮฺ และพระองค์ทรงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์)

โดยปกติแล้ว บรรดาคนที่มีคุณลักษณะเช่นนี้มักจะได้รับการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ให้สามารถแก้ปัญหาความหันเหหรือความพลาดพลั้งของพวกเขาได้ในที่สุด


---------------
คัดมาจาก : บทที่เก้า, หนังสือ "อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ", ผศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา
20  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / Re: มุศเฏาะละหฺ อัล-หะดีษ จากหนังสืออัต-ตัยสีรฺ โดยอัฏ-เฏาะหฺหาน เมื่อ: มกราคม 04, 2017, 12:46:23
เยี่ยม
21  โต๊ะวิชาการ / หลักศรัทธา / Re: การขอคนตายให้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺเป็นชิริกใหญ่หรือไม่? เมื่อ: ตุลาคม 05, 2016, 22:02:20
 Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked
22  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / คุยเรื่องหนังสือ / Re: 21 วิธีนำชีวิตสู่ความสุข - เชค อัส-สะอฺดีย์ เมื่อ: กันยายน 19, 2016, 23:52:54
21 วิธีสู่ชีวิตที่เปี่ยมสุข

1. การศรัทธาและการประกอบคุณงามความดี
   
สาเหตุหลักประการสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตมีความเปี่ยมสุขก็คือ การศรัทธาและประกอบคุณงามความดี ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
﴿ مَنۡ عَمِلَ صَٰلِحٗا مِّن ذَكَرٍ أَوۡ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤۡمِنٞ فَلَنُحۡيِيَنَّهُۥ حَيَوٰةٗ طَيِّبَةٗۖ وَلَنَجۡزِيَنَّهُمۡ أَجۡرَهُم بِأَحۡسَنِ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ ٩٧ ﴾
“ผู้ใดปฏิบัติความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตามโดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนรางวัลแก่พวกเขา ด้วยรางวัลที่ดียิ่งสำหรับสิ่งที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้”  (อัน-นะห์ลุ : 97)

อัลลอฮฺได้ตรัสและสัญญาไว้แก่ผู้ที่สามารถรวมการศรัทธาและการประกอบคุณงามความดีไว้ด้วยกัน ว่าจะทรงตอบแทนพวกเขาด้วยการมอบชีวิตที่ดีในโลกนี้ และในโลกหน้าอันนิจนิรันดร
สาเหตุของมันนั้นชัดเจนยิ่ง กล่าวคือ บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺที่ได้ศรัทธาอย่างถูกต้อง จนส่งผลพวงให้เขาประกอบคุณงามความดี และช่วยปรับปรุงหัวใจ นิสัย ชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกอาคิเราะฮฺ พวกเขาย่อมต้องมีหลักการและแนวทาง ที่จะใช้ในการรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมูลเหตุแห่งความดีใจ ความอิ่มเอิบ หรือมูลเหตุแห่งความกังวล ความกลุ้มอกกลุ้มใจ และความเศร้าโศก
พวกเขาจะรับมือกับปัจจัยแห่งความสุขที่ตนชอบและปรารถนา ด้วยการยอมรับและขอบคุณ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ เมื่อพวกเขาใช้ไปในด้านนี้ก็จะยิ่งเกิดความภูมิใจ และมีความหวังแรงกล้าที่จะให้มันอยู่กับพวกเขานานๆ และเพิ่มพูนเป็นสิริมงคล พร้อมกับหวังที่จะได้รับผลบุญในฐานะผู้ขอบคุณต่ออัลลอฮฺที่ได้ประทานความสุขเหล่านั้นมา คุณูปการและสิริมงคลอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ถึงแม้จะเป็นเพียงผลพวงในภายหลัง แต่กลับมีความสำคัญมากกว่าปัจจัยแห่งความสุขที่ตนได้รับมาแต่แรกเสียอีกด้วยซ้ำ  

ยามที่พวกเขาประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา อันตราย ความทุกข์ ความกลุ้มอกกลุ้มใจ ก็จะเผชิญหน้ากับมันอย่างที่สุด เท่าที่สามารถจะรับมือได้ หรืออย่างน้อยก็พยายามลดความหนักหนาสาหัสให้เบาบางลง และอดทนอดกลั้นในกรณีที่ไม่สามารถจะรับมือหรือบรรเทาความสาหัสนั้นได้ ผลจากการเผชิญหน้ากับความทุกข์เหล่านั้น ทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์เป็นการรับมือที่ให้คุณ ได้ประสบการณ์ชีวิต และความแข็งแกร่ง ได้อดทนและหวังในผลบุญจากอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นอานิสงค์ยิ่งใหญ่ที่สามารถลดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้นให้เล็กลงได้ ความปลื้มปีติและความหวังที่ดีจะเข้ามาแทนที่ พร้อมๆ กับความหวังในความโปรดปรานของอัลลอฮฺและผลตอบแทนของพระองค์ ดังที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวไว้ว่า
« عَجَباً لِأَمْرِ المُؤْمِن إِنّ أَمْرَهُ كُلّه خَيْر وَلَيْسَ ذلك لِأَحَدٍ إِلّا لِلْمؤمن، إِنْ أَصَابَتْهُ سَرّاء شَكَرَ فَكَانَ خَيْرًا لَهُ وَإِنْ أَصَابَتْهُ ضَرّاء صَبَرَ فَكَانَ خَيْرًا لَهُ »
“ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง สำหรับกิจการของผู้ศรัทธา แท้จริง กิจการทั้งหมดของเขาล้วนเป็นความดี สิ่งนั้นไม่เกิดกับผู้ใดนอกจากกับผู้ศรัทธาเท่านั้น หากมีความสุขมาประสบ เขาก็ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ (นั่นก็ (กลายเป็นความดีสำหรับเขา และหากมีทุกขภัยมาประสบ เขาก็อดทน (นั่นก็ (กลายเป็นความดีสำหรับเขา” (บันทึกโดยมุสลิม)

ในหะดีษนี้ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า ความดีงามและผลจากการกระทำของผู้ศรัทธาจะเพิ่มทวีคูณในทุกด้านที่เขาได้ประสบ ไม่ว่าสิ่งที่สบายใจหรือสิ่งที่น่ารังเกียจ
ด้วยเหตุนี้ ท่านจะพบว่าอาจจะมีคนสองคนที่ประสบกับความดีหรือความเลวร้ายเหมือนกัน แต่ทั้งสองรายกลับมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างใหญ่หลวงในการรับมือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการศรัทธาและการประกอบการงานที่ดีของแต่ละคน
 
คนที่มีลักษณะด้วยสองประการนี้ คือมีศรัทธาและประกอบความดี เขาจะรับมือกับความดีและความเลวร้ายด้วยวิธีการตามที่เราได้กล่าวมาแล้ว นั่นคือรับมือด้วยความขอบคุณและอดทน ผลที่จะตามมาก็คือ ความดีใจและความอิ่มเอิบจะเกิดขึ้นกับเขา ความกลุ้มใจ ความกังวล ความคับอกคับใจ และความทุกข์ในชีวิตก็จะหายไป ชีวิตที่ดีจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์สำหรับเขาในโลกนี้

ในขณะที่อีกคนหนึ่ง กลับต้อนรับความสุขที่ตัวเองได้มาด้วยการทำความชั่ว ยโส ละเมิด ฝ่าฝืนและทรยศ ทำให้นิสัยของเขาเปลี่ยนไป เขาทำตัวกับความสุขที่ได้มาด้วยความลิงโลดและละโมบเยี่ยงสัตว์ กระนั้นเขาก็ยังไม่อิ่มอกอิ่มใจอยู่ดี ทว่า กลับมีความกังวลในหลายๆ ด้าน ทางหนึ่งก็กลัวว่าสิ่งที่ตัวเองชอบจะสูญหาย กลัวว่าจะเกิดปัญหามากมายเวลาที่ต้องสูญเสียปัจจัยเหล่านั้น และในอีกทางหนึ่ง ความปรารถนาของจิตใจก็ยังโลดโผนไม่มีขอบเขต แต่ยังหมกมุ่นต้องการสิ่งอื่นอยู่ บางครั้งก็ได้ตามที่หวัง บางครั้งก็ไม่ได้ตามที่หวัง และถ้าสมมติว่าได้มาแล้ว ก็ยังมีความกังวลหลายๆ ด้านดังที่กล่าวมาแล้วอยู่อีก
ในยามที่เขาประสบกับความทุกข์ ก็จะเผชิญหน้ามันด้วยความกังวล ขาดสติ กลัว และตีโพยตีพาย  ท่านไม่ต้องถามอีกว่า มันจะส่งผลเสียให้เขาอย่างไรบ้าง ทั้งความทุกข์ระทมในชีวิต ทั้งโรคทางจิตและโรคทางประสาทที่คุกคามเขา รวมทั้งความกลัวถึงขีดที่นำไปสู่สภาพอันเลวร้ายที่สุดและความยุ่งยากที่แย่ที่สุด เพราะว่าเขาไม่ได้หวังผลบุญอะไรเลย และไม่มีปัจจัยแห่งความอดทนอดกลั้นที่คอยปลอบใจและคลายความกังวลแก่เขา
ทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถเห็นได้จากประสบการณ์จริง

และตัวอย่างหนึ่งจากประเด็นนี้ ก็คือ ศาสนาของเราได้ส่งเสริมอย่างถึงที่สุดให้มีความพึงพอใจต่อริซกีของอัลลอฮฺ และต่อสิ่งที่พระองค์ประทานมาให้เป็นความโปรดปรานและความกรุณาอันหลากหลายแก่บ่าวของพระองค์ ถ้าพิจารณากันในเรื่องนี้ และลองเอาไปเทียบกับชีวิตจริงของผู้คนทั้งหลายดู ท่านก็จะพบความแตกต่างที่ใหญ่หลวงมาก ระหว่างผู้ศรัทธาที่ได้ปฏิบัติตามนัยแห่งการศรัทธาของเขา กับคนที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น
   
ผู้ศรัทธาเมื่อถูกทดสอบให้ประสบกับการป่วยไข้ หรือความยากจน หรืออื่นๆ เหมือนที่ทุกคนอาจจะต้องประสบ แท้จริง ความศรัทธาที่เขามีและความรู้สึกพอเพียงในสิ่งที่อัลลอฮฺมอบให้เขา จะทำให้เขาอยู่ได้ประมาณว่ากินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจไร้กังวล ใจจะไม่ฟุ้งซ่านคอยแสวงหาสิ่งที่ไม่ได้ถูกกำหนดแก่เขา เขาจะมองผู้ที่ด้อยกว่าไม่มองผู้ที่เหนือกว่า บางทีความภาคภูมิใจ ความสุข และความสบายใจที่ได้มา อาจจะมีมากยิ่งกว่าคนอื่นที่ได้รับของที่ต้องการทั้งหมดในโลกนี้ทว่าตัวเองกลับไม่รู้จักเพียงพอ

และเยี่ยงเดียวกัน ท่านจะพบว่าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามนัยแห่งการศรัทธา เมื่อเขาประสบกับสิ่งใดที่เป็นการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน หรือสูญเสียสิ่งที่ตนปรารถนาในดุนยา ก็จะเกิดอาการระทมอมทุกข์อย่างแสนสาหัสที่สุด

อีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุแห่งความกลัวและความยุ่งยากต่างๆ ประสบแก่มนุษย์ ท่านจะพบว่าผู้ศรัทธาที่ถูกต้องนั้นจะมีหัวใจที่มั่นคง จิตใจสงบ ควบคุมตัวเองได้ สามารถจัดการทำให้เรื่องที่คุกคามเขาอยู่ภายใต้การบริหารตามกำลังที่เขามีทั้งในด้านความคิด คำพูด และการกระทำ เขาได้ตั้งจิตมั่นพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่เข้ามารบกวน สภาพเยี่ยงนี้แหละที่ทำให้คนเรานั้นสบายใจและมีหัวใจที่ยืนหยัด

เช่นเดียวกันนั้น ท่านจะพบว่า ผู้ที่ไม่มีความศรัทธากลับตรงกันข้ามกับภาวะดังที่กล่าวมา เมื่อตกอยู่ในความกลัวเขาก็จะกระวนกระวาย ประสาทตึงเครียด ความคิดสับสน คละเคล้ากับอาการกลัวและหวาดหวั่น ความกลัวภายนอกบวกรวมกับความกังวลภายในที่ย่ำแย่จนไม่อาจจะบรรยาย บุคคลประเภทนี้หากไม่ได้รับวิธีแก้ปัญหาโดยธรรมชาติ ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักมากจึงจะรู้วิธีเหล่านั้นได้ ก็จะอ่อนแรงไม่มีกำลังวังชา ประสาทตึงเครียด เพราะไม่มีความศรัทธาที่จะเป็นปัจจัยทำให้เขาเกิดความอดทน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คับขันและภาวะที่เศร้าโศกกลุ้มใจ

ดังนั้น คนดีกับคนชั่ว ผู้ศรัทธากับผู้ปฏิเสธ ต่างก็สามารถแสวงหาความกล้าและความรู้สึกอื่นๆ ที่จะเอามาช่วยลดความกลัวและทำให้มันเบาบางลงได้เหมือนๆ กัน แต่ผู้ศรัทธานั้นจะพิเศษกว่าด้วยพลังความศรัทธา ความอดทน การมอบหมาย การพึ่งพาของเขาต่ออัลลอฮฺ และการหวังในผลบุญจากพระองค์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยทำให้ความกล้าเพิ่มมากขึ้น ลดความรู้สึกกลัวที่รุนแรงลงได้ และทำให้ความยุ่งยากต่างๆ กลายเป็นเรื่องเล็ก อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
﴿إِن تَكُونُواْ تَأۡلَمُونَ فَإِنَّهُمۡ يَأۡلَمُونَ كَمَا تَأۡلَمُونَۖ وَتَرۡجُونَ مِنَ ٱللَّهِ مَا لَا يَرۡجُونَۗ ﴾ [النساء : ١٠٤]  
“หากพวกเจ้าเจ็บ พวกเขาก็เจ็บเช่นเดียวกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้าหวังจากอัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้หวัง” (อัน-นิสาอ์ : 104)

พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลพิเศษจากอัลลอฮฺ รวมถึงการอุดหนุนของพระองค์ที่จะทำให้ความกลัวมลายไป อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
﴿ وَٱصۡبِرُوٓاْۚ إِنَّ ٱللَّهَ مَعَ ٱلصَّٰبِرِينَ ٤٦ ﴾ [الأنفال : 46]  
“พวกท่านจงอดทนเถิด แท้จริงอัลลอฮฺอยู่พร้อมกับบรรดาผู้อดทนทั้งหลาย” (อัน-อันฟาล : 46)

23  โต๊ะสาระสร้างสรรค์ / คุยเรื่องหนังสือ / 21 วิธีนำชีวิตสู่ความสุข - เชค อัส-สะอฺดีย์ เมื่อ: กันยายน 19, 2016, 23:49:46
เกริ่นนำก่อน

หนังสือ 21 วิธีนำชีวิตสู่ความสุข เรียบเรียงโดยเชค อับดุรเราะห์มาน บิน นาศิรฺ อัส-สะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ เป็นหนังสือที่นำสมัยมากในความรู้สึกของ บ.ก. เป็นเคล็ดลับการใช้ชีวิตประมาณหนังสือฮาวทูที่หาได้อย่างดาษดื่นมากตามแผงหนังสือสมัยนี้ แม้ว่าเชคอัส-สะอฺดีย์จะเสียชีวิตไปแล้ว 60 ปี (ท่านเสียชีวิตปี ค.ศ.1956) ก็ตาม

หนังสือเกร็ดข้อคิด 21 ข้อนี้ได้รับความนิยมมากจนแปลไปหลายภาษา ในส่วนของฉบับภาษาไทย อ.มุหัมมัด เหมอนุกูล น่าจะเป็นคนแปลไว้เป็นคนแรก


ภาพจากเว็บมูลนิธิชี้นำสันติสุข

ฉบับที่อาจารย์มุหัมมัดแปลเองก็มีบางเว็บได้เอาไปปรับสำนวนและตรวจทานบ้าง มีให้อ่านในเว็บอิสลามมอร์และอิสลามเฮ้าส์

แต่เนื่องด้วยพิจารณาว่าสำนวนการแปลทั้งฉบับเดิมและฉบับตรวจทาน ยังอ่านยากอยู่นิดหนึ่งสำหรับนักอ่านรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสำนวนคลาสสิคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่านอาจารย์ บ.ก. ก็เลยลองคุยกับทีมงานแปลบางท่านจากแดนพัทลุงให้ทำการทบทวนการแปลใหม่อีกรอบ เมื่อเสร็จก็เอามาอ่านมาดูปรากฏว่า งานนี้หินจริงๆ ต้องมาเก็บตกและแก้ไขกันจนแทร็กแช้งค์แดงทั่วหน้ากระดาษ

อย่างไรก็ดี พอยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกถึงคุณค่าอันทรงพลังในถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงในหนังสือ แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติไม่เหมือนเวลาตรวจงานอื่นๆ อารมณ์ตอนตรวจนี่ประมาณว่า เป็นฉันคงไม่อยากแปลงานนี้แน่ หนังสือดีแต่ต้องอาศัยพลังเยอะมากในการปลดล็อกสำนวนภาษาเพื่อย่อยให้ง่ายที่สุด ไม่ต่างจากความรู้สึกเวลาที่ต้องแปลจากงานของอิบนุลก็อยยิมประมาณนั้น

เอาล่ะ ยังไงๆ ก็ทำแล้ว ตรวจเสร็จแล้วหนึ่งข้อ ว่าจะเอาไปลงในเฟซแต่ดูแล้วยาวไป เลยหาสักพักใหญ่ๆ ว่าลงที่ไหนดีหว่า ใจอยากให้คนอื่นได้อ่านมาก นึกไปนึกมา เว็บอิกเราะอ์ที่นิทราไปนานก็ผุดขึ้นมาในหัว ก็เลยเป็นที่มาของกระทู้นี้ ..

เม้นต่อไป คือ ข้อแรกจากเกร็ด 21 ข้อในหนังสือครับ .. เชิญอ่านและคอมเม้นท์

24  โต๊ะวิชาการ / ประวัติศาสตร์ / อิบนุ อัล-อัลกอมีย์ (ابن العلقمي) ตัวแทนแห่งความเคียดแค้น เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 22:06:47
บุคคลในเหตุการณ์โดยสังเขป

อิบนุ อัล-อัลกอมีย์ (ฮ.ศ 591-657)
ที่ปรึกษาและหนึ่งในข้าราชบริพารของคอลีฟะฮฺ อัลมุซตะซิม ชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺที่ปกปิดความเคียดแค้นและความจงชัง ที่มีต่ออิสลามและชาวซุนนะฮฺ เป็นสายบอกข่าวให้กองทัพโฮลาโกและยั่วยุกองทัพมองโกล ให้เข้ามายึดครองบัฆดาด(แบกแดด) ในปี ฮ.ศ. 656 (ค.ศ. 1258) ดู سير أعلام النبلاء 23/362، التاريخ الإسلامي لمحمود شاكر 6/343

อัล-มุซตะซิม บิลลาฮฺ(ฮ.ศ. 609-656ค.ศ. 1212-1258)
คอลีฟะฮฺคนสุดท้ายของวงศ์อับบาซียะห์เป็นคอลีฟะฮฺที่นับถือซุนนะฮฺแต่ขาดความเข้มแข็งในด้านการเป็นผู้บริหารอาณาจักร เริ่มปกครองตั้งแต่ปี (ฮ.ศ. 640, ค.ศ. 1242) อัลมุซตะซิม ใด้วางใจให้ อิบนุลอัลกอมี เข้าเป็นที่ปรึกษาในราชสำนัก ซึ่งในที่สุดเสนาบดีผู้เป็นรอฟีเฎาะฮฺคนนี้ ได้กลายเป็นหนอนบ่อนไส้ที่เปิดประตูนครบัฆดาด ให้กองทัพของมองโกลเข้ามาเข่นฆ่าประชาชน และทำลายบ้านเมือง อย่างป่าเถื่อนชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต ดู سير أعلام النبلاء 23/174، التاريخ الإسلامي 6/343، الموسوعة العربية الميسرة

โฮลาโก ข่าน (ค.ศ. 1217-1265)
หลานชายของเจงกิสข่าน ผู้นำทัพมองโกลเข้ายึดครองดินแดนทางตะวันตก และเป็นผู้เข้ายึดครองบัฆดาด (แบกแดด) โดยความช่วยเหลือของ อิบนุล อัลกอมี ในปี ฮ.ศ. 656 (ค.ศ. 1258) ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดของอาณาจักร อับบาซียะห์
 
ชนเผ่ามองโกล มีถิ่นฐานเดิมทางตะวันออกของเอเชียกลาง เป็นชนเผ่าที่มีความโหดเหี้ยม ชอบก่อสงครามโดยไร้ความปราณี เจงกิสข่าน คือแม่ทัพกองโกลที่ทุกคนรู้ถึงกิตติศัพท์เลื่องลือในความโหดร้ายป่าเถื่อน ดู التاريخ الإسلامي 6/39، الموسوعة الميسرة (هولاكو ، جنكزخان)



ปฐมบท
ความขัดแย้งระหว่างซุนนีย์และรอฟีเฎาะฮฺ มีต้นตอมาจากความเชื่อหรืออะกีดะฮฺที่แต่ละฝ่ายยึดถือต่อบรรดาซอฮาบะฮฺ ของท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)ไม่มีความขัดแย้งใดที่จะรุนแรงเท่าความขัดแย้งในเรื่องของความเชื่อ การปะทะกันที่มีมานานระหว่างซุนนีย์และชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จบสิ้นง่ายๆ ตราบใดที่ชาวรอฟีเฎาะฮฺ ไม่หยุดที่จะออกมาด่าทอซอฮาบะฮฺหรือกล่าวหาสัปบุรุษของอิสลามสมัยแรกเป็นผู้ที่คดโกงและไม่มีอามานะห์

อะฮุลุซซุนนะฮฺถือว่าการให้ความเคารพต่อท่านเหล่าสาวกของท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ทุกๆสิ่งคืออะกีดะฮฺ ที่มุสลิมพึงต้องยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น เพราะสาวกของท่านศาสดา คือผู้ได้รับการยกย่องจากอัล-กุรอานและได้รับการรับรองจากลิ้นของท่านรอซูลเองว่า พวกเขา คือ ชาวสวรรค์
อัล-กุรฺอานระบุในซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ โองการที่ 100 มีใจความว่า

“บรรดาบรรพชนรุ่นแรก ในหมู่ มูฮาญีรีน(ผู้อพยพจากมักกะห์)และชาวอันศอรฺ(ชาวมะดีนะห์ผู้ให้ความช่วยเหลือ) รวมทั้งผู้ดำเนินตามพวกเขาเหล่านั้นด้วยดี อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอพระทัยในพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมสวรรค์อันมีสายน้ำไหลผ่านไว้ให้พวกเขา พวกเขาจะพำนักในนั้นตลอดกาล นั้นคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่”
ในซูเราะฮฺ อัล-ฟัตฮฺ โองการที่ 29อัลลอฮฺทรงตรัสมีใจความว่า

“มูฮัมมัดคือ ทูตของอัลลอฮฺ เหล่าสาวกที่ร่วมกับท่านล้วนแน่นหนักต่อผู้ปฏิเสธ อ่อนโยนระหว่างพวกเขาด้วยกัน สูเจ้าจะเห็นพวกเขา(หมั่นแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์อัลลอฮฺด้วยการ)รุกูอฺและสุญูด(ในซอลาฮฺ)ด้วยความปราถนาในความประเสริฐและความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ คุณลักษณะของพวกเขาจะเห็นได้จากใบหน้าของพวกเขา นั้นคือร่องรอยแห่งการสุญูด”

ในหลายหะดีษฺที่กล่าวถึงความประเสริฐของบรรพบุรุษ ที่เป็นหลักฐานชี้ชัดถึงการยอมรับของท่านศาสดาที่มีต่อสาวกของท่าน ในจำนวนนั้น คือ
รายงานจากท่านอิบนุมัสอูด (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุ) เล่าว่า ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้กล่าวมีความว่า
((ผู้คนที่ดีที่สุด คือชนในรุ่นของฉัน และรุ่นที่ถัดจากพวกเขา และที่ถัดไปจากอีกรุ่นหนึ่งตามลำดับ)) ดู البخاري رقم 3651، مسلم رقم 6419

รายงานจากท่าน อบีสะอีด อัลคุดรีย์ และท่าน อบีฮุร็อยเราะฮฺ (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุมา) เล่าว่า ท่านรอซูล(ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้กล่าวมีความว่า
((พวกเจ้าอย่าได้ด่าทอผู้หนึ่งผู้ใดในบรรดาซอฮาบะฮฺของฉัน เพราะแท้จริงแล้ว แม้ใครคนหนึ่งทำทานด้วยทองคำหนักเท่าภูเขาอุฮุดก็ตามที เขาไม่มีวันที่จะได้รับผลบุญเท่าความดีที่เหล่าซอฮาบะฮฺได้ทำไว้เพียงหนึ่งกำมือ หรือ ครึ่งของมัน)) ดู البخاري رقم 3673، مسلم رقم 6434، صحيح الجامع الصغير رقم 7310

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายต่อหลายหะดีษฺ(หลักฐาน)ที่ชัดเจนและถูกต้อง ได้กล่าวถึงความดี ความประเสริฐของบรรดาเหล่าซอฮาบะฮฺ โดยแยกเป็นแต่ละบุคคล ซึ่งมากเกินกว่าที่เราจะใช้โอกาสนี้เพื่อการหยิบยกขึ้นมา

อีกหลายหลักฐานในอัล-กุรฺอานและหะดีษศอหีหฺ ที่ชี้ให้เห็นถึงเกียรติอันสูงส่งของซอฮาบะฮฺ ทั้งโดยรวมและแยกเป็นตัวบุคคล สิ่งเหล่านี้คือแรงผลักดันอันบริสุทธิ์ ที่ทำให้ชาวซุนนะฮฺ ต้องออกมาประนามการใส่ร้ายของพวกชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺที่กล้าลบหลู่ซอฮาบะฮฺ อย่างท่าน อบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ ท่านอบูฮูร็อยเราะฮฺ ท่านหญิง อาอีชะฮฺ และคนอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนไม่มีใครที่ชอบปะทะกัน และไม่อยากที่จะเห็นการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม แต่นี่คือ อะกีดะฮฺ ซีงเป็นหัวใจของอิสลาม คำพูดของชีอะฮฺเป็นคำพูดที่มุ่งทำลายศาสนา การกล่าวร้ายซอฮาบะฮฺว่าตกมุรตัด คือการชี้อย่างนัยๆแล้วว่า อิสลามที่มีมาถึงปัจจุบันและเป็นที่นับถือของชาวซุนนะฮฺคือของปลอม

ที่น่าอับอายที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งที่ชีอะฮฺนำมาเย้ยหยันและย่ำยีซอฮาบะฮฺ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่บิดเบือน และไร้เหตุผลพอที่จะบรรยายความซื่อสัตย์ของพวกเขาได้ ด้วยเหตุนี้ คงไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้มุสลิมผู้รักซอฮาบะฮฺทุกคนได้นิ่งเฉย และไม่กล้าออกมาลบคำสบประมาทของชาวชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺ ผู้รับใช้อุดมการณ์แห่งความเคียดแค้นและดูหมิ่นศาสนา

เหตุการณ์อันเลวร้าย ปี ฮ.ศ. 638 มองโกลได้ส่งกองทัพภายใต้การนำของโฮลาโกข่านมุ่งสู่ตะวันตกเพื่อหวังยึดครองดินแดนเปอร์เซีย อิรักและซีเรีย ดินแดนในเอเซียกลาง อาเซอร์ไบยาน คุรอซาน จอร์เจีย ได้ถูกยึดครองจนหมดสิ้น ปีฮ.ศ. 655 เกิดการปะทะกันระหว่างชาวซุนนะฮฺกับชาวชีอะฮฺขึ้นในนครแบกแดด เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บ้านเรือนของชาวชีอะฮฺเสียหาย บางส่วนถูกทำลายซึ่งรวมถึงบ้านเรือนของญาติมิตรของอิบนุล อัลกอมี ชนวนในครั้งนั้นได้จุดไฟแห่งความแค้นขึ้นในใจของอิบนุล อัลกอมี และได้พยายามทุกวิถีทางที่จะแก้แค้นชาวซุนนะฮฺ ในขณะเดียวกัน คอลีฟะฮฺ อัลมุซตะซิม ซึ่งได้ปกครองอาณาจักรอับบาสียะห์ในสมัยนั้น เมื่อได้ฟังข่าวการรุกรานของกองทัพมองโกล ก็ได้เรียกประชุมเหล่าเสนาบดีในราชสำนัก เพื่อป้องกันดินแดนอับบาสียะห์ให้รอดพ้นจากการรุกราน   

กล่าวถึงอิบนุล อัลกอมี ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ในราชสำนัก ได้เสนอให้คอลีฟะฮฺอัลมุซตะซิม จัดส่งของขวัญเครื่องราชบรรณาการไปให้จอมทัพโฮลาโก เพื่อเป็นสินทรัพย์และกันการบุกโจมตีนครแบกแดด ข้อเสนอดังกล่าวหาได้รับความสนใจจากคอลีฟะฮฺไม่ เพราะมองเห็นว่าอิบนุล อัลกอมี มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงความอ่อนข้อและสวามิภักดิ์ต่อจอมทัพมองโกลเท่านั้นประกอบกับช่วงนั้นกองทัพของอับบาสียะห์มีกำลังมากและแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานศัตรูได้ ถ้าหากถูกโจมตีจริงๆ อย่างไรก็ตามในที่สุด คอลีฟะฮฺก็ได้จัดส่งของขวัญจำนวนหนึ่งไปให้จอมทัพโฮลาโก แต่ไม่มากพอที่จะสร้างความพึงพอใจให้จอมทัพมองโกลได้ ทั้งยังโกรธเคืองเพราะการกระทำดังกล่าวดูเหมือนเป็นการเยาะเย้ย ครั้นเมื่อบอกให้เพิ่มจำนวนของขวัญก็ไม่ได้รับการตอบรับจากคอลีฟะฮฺแต่อย่าง ใด (ดู سير أعلام النبلاء 23/180، التاريخ الإسلامي 6/354 )

อิบนุล อัลกอมี จึงถือการดังกล่าวเป็นโอกาสดีที่จะแก้แค้น จึงได้วางแผนที่จะเปิดทางให้กองทัพมองโกลเข้ายึดครองกรุงแบกแดด โดยการส่งหนังสือยุยงให้จอมทัพมองโกลรีบนำขบวนทัพมาโจมตี อีกทั้งยังเปิดเผยความอ่อนแอของกองทัพอับบาสียะห์ ไม่เพียงเท่านั้น อิบนุล อัลกอมี ยังเข้าไปควบคุมบัญชีรายชื่อกองกำลังรักษาเมือง และจัดการปลดทหารออกจากกองทัพทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งจำนวนพลทหารที่มีในกองทัพถึง 100,000 นาย ได้ลดลงจำนวนเหลือเพียง 10,000 นายในที่สุด (ดู البداية والنهاية 13/200)

จากท่าทีของคอลีฟะฮฺอัลมุซตะซิม ที่เฉยเมยไม่ยอมอ่อนน้อม ทำให้โฮลาโกต้องนำกองทัพ 200,000 คน บุกเข้ากรุงแบกแดด ในปี ฮ.ศ. 656 เมืองถูกล้อมไว้ทุกด้าน ฝ่ายศัตรูได้ยิงธนูเข้ามา และได้สร้างความโกลาหลขึ้น โดยเฉพาะในวัง และแม้แต่คอลีฟะฮฺยังรู้สึกตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น อิบนุล อัลกอมี เมื่อเห็นแผนการเป็นไปตามที่ตนได้วางไว้ จึงได้นำลูกหลานญาติมิตรและบ่าวไพร่ทั้งหมดไปสมทบกับโฮลาโกข่าน เสร็จแล้วก็ได้กลับเข้าไปในราชวังและแนะนำให้องค์คอลีฟะฮฺไปพบโฮลาโก เพื่อเจรจาสงบศึกโดยเสนอให้แบ่งสินทรัพย์รายปีของแบกแดดครึ่งต่อครึ่งให้กับมองโกล เมื่อหมดหนทาง คอลีฟะฮฺ อัล-มุซตะซิม จึงจำต้องออกไปเจรจาตามคำยุยงของ อิบนุล อัลกอมี ขบวนตามเสด็จมีทั้งหมดประมาณ 700 กว่าคน ซึ่งรวมถึงเสนาบดี ผู้รู้ หัวหน้าและผู้ที่มียศต่างๆในราชสำนัก

เมื่อใกล้ถึงที่พักของโฮลาโก ขบวนตามเสด็จถูกทหารมองโกลจับตัวและถูกฆ่าทิ้ง จนเหลือผู้ติดตามคอลีฟะห์เพียง 17 คนเท่านั้น หลังจากนั้นคอลีฟะฮฺถูกนำตัวไปพบโฮลาโกและถูกซักถามจนเกิดความกลัวและไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้ และในที่สุดก็ถูกส่งกลับเข้าเมือง

พวกรอฟีเฎาะฮฺได้ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรรับข้อเสนอเจรจาแบ่งทรัพย์สิน อิบนุล อัลกอมี เองก็ได้เตือนให้โฮลาโกรู้ว่า ถึงแม้โฮลาโกจะยอมรับเพื่อที่จะสินทรัพย์ครึ่งต่อครึ่ง แต่มันจะราบรื่นได้ไม่นาน ปีสองปี แบกแดดด็พยายามที่จะปลดแอกตัวเองอีกแน่นอน ทางที่ดีคือต้องกำจัดองค์คอลีฟะฮฺนั้นเสีย

ดังนั้น เมื่อคอลีฟะฮฺ อัล มุซตะซิม กลับออกไปเพื่อพบโฮลาโกอีกครั้ง อิบนุล อัลกอมี จึงแนะนำให้โฮลาโกจับ คอลีฟะฮฺใส่กระสอบและให้ทหารพากันเหยียบจนตาย เพื่อไม่ให้เลือดตกถึงพื้นจนเป็นสาเหตุที่จะทำให้สามารถที่จะเรียกร้องที่จะแก้แค้นหรือเอาโทษผู้ร้ายได้ เมื่อคอลีฟะฮฺเสียชีวิต โฮลาโกจึงพาทหารเข้าบุกกรุงแบกแดด

ไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะเลวร้ายกว่าการเข่นฆ่าในครั้งนี้ ทหารมองโกลฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าอย่างไร้ความปราณี เด็กผู้หญิงหรือคนเฒ่าคนแก่ ชาวเมืองต้องหนีการเข่นฆ่าอย่างวุ่นวาย บ่อน้ำและที่ทิ้งขยะถูกใช้เป็นที่หลบซ่อน พวกเขาต้องอยู่ที่สกปรกเป็นวันๆไม่สามารถที่จะออกมาได้ บ้านเรือนถูกทำลายและถูกเผาอย่างพินาศ เลือดของผู้คนที่ถูกสังหารไหลนองทั่วแผ่นดินเหมือนน้ำ ไม่มีใครที่รอดนอกจากพวกยิว คริสเตียน พวกรอฟีเฎาะฮฺที่เป็นญาติมิตรของอิบนุล อัลกอมี ที่เข้าข้างมองโกล

ไม่มีผู้ใดรู้จำนวนที่แน่ชัดในการสังหารอย่างทารุณในครั้งนี้ จำนวนน้อยที่สุดที่ถูกบันทึกมีมากถึง 800,000 คน ในขณะที่นักบันทึกอีกกลุ่มได้บอกว่า มีผู้ตายทั้งหมดถึง 2,000,000 ชีวิต สี่สิบวันที่เมืองแบกแดดไร้ผู้คนออกมาเดินเพ่นพ่านมีแต่ศพที่เกลื่อนกลาดบนถนนหนทาง กลิ่นสาบเลือดและศพอันเน่าเฟะ ได้เปลี่ยนแบกแดดเป็นสถานที่อันน่ากลัว ความร้ายแรงของกลิ่นที่โชยมากลางอากาศ ส่งผลให้เกิดโรคระบาดไปถึงเมืองซีเรีย ทุกอย่างเกิดจากการวางแผนอันชั่วร้ายของ อิบนุ อัลกอมี ผู้เป็นรอฟีเฎาะฮฺ (ดู البداية والنهاية 13/201-203)


บทสรุป

นับตั้งแต่วันที่อาณาจักรอับบาสียะห์ล่มสลายตราบจนถึงทุกวันนี้ เราอยากถามว่า มีบ้างไหมเพียงแค่หลักฐานพยานชิ้นหนึ่งที่สามารถแสดงถึงความเป็นมิตรอันจริงใจ ของชาวชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺ ที่มีต่อชาวซุนนีย์ แน่นอน เราไม่สามารถที่จะประสานมือกันได้ เพราะแต่ละความคิดและอุดมการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างบอกว่าถูกต้องนั้นมันขัดกันโดยสิ้นเชิง อัล-กุรฺอานที่ชาวซุนนีย์ถือ หะดีษฺที่ชาวซุนนีย์ใช้ เป็นสิ่งที่ชาวชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺบอกว่า ไม่โปร่งใส ใช้ไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือ ประกาศว่า ศาสนาของเราคือ อิสลาม ผู้ใดที่ต้องการจะเป็นมุสลิม เขาก็ต้องยอมรับคำสอนของอิสลามที่ถูกถ่ายทอดมาโดยเหล่าสาวกของท่าน นบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) จากญิบรีลผู้มีอามานะฮฺยิ่ง ซึ่งรับสาส์นมาจากองค์อัลลอฮฺ ซอฮาบะฮฺทุกคนล้วนต่างได้รับการยอมรับจากองค์อัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ และแน่นอนผู้ซึ่งไม่รักบรรดาซอฮาบะฮฺ ก็คือผู้ที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับอัลลอฮฺและรอซูลนั่นเอง

ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนครแบกแดดในปี ฮ.ศ. 656 จะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่คงจะมีชาวซุนนีย์เพียงไม่กี่คนที่ทราบถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น และคงมีอีกน้อยคนที่จะใช้บทเรียนอันนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ความถูกต้องเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ถึงแม้จะถูกเป็นเป้าโจมตีมาทุกยุคสมัย เพราะอัลฮักมาจากองค์อัลลอฮฺ และเป็นสิ่งที่พระองค์รับที่จะรักษามันไว้ตลอดจนกว่าจะถึงวันที่พระองค์ทรงประสงค์ให้โลกนี้ดับลง.
25  โต๊ะวิชาการ / อัลกุรอานและสุนนะฮฺ / หัวข้อสรุปเนื้อหา ตัฟซีร สูเราะฮฺ อัล-มะอาริจญ์ เมื่อ: มกราคม 06, 2016, 14:41:23



อธิบายสูเราะฮฺ อัล-มะอาริจญ์ และบทเรียนต่างๆ ที่ถอดได้จากสูเราะฮฺ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่การเกริ่นนำว่าด้วยลักษณะการปฏิเสธศรัทธาของพวกมุชริกีน คำสั่งให้อดทนต่อการต่อต้านและการถากถางล้อเลียนของพวกเขา อธิบายสภาพวันกิยามะฮฺและบั้นปลายอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มที่ประกอบความชั่วและไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ในขณะเดียวกันก็อธิบายคุณลักษณะที่จะทำให้มนุษย์ได้ประสบความสำเร็จได้เข้าสวรรค์ในอาคิเราะฮฺด้วย สวรรค์อันเป็นสิ่งที่ชาวมุชริกีนก็คาดหวังแต่พวกเขาไม่มีความเหมาะสมใดๆ ที่จะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่นั้นเลย สูเราะฮฺได้ปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจเพื่อให้ท่านนบียืนหยัดต่อไปในการทำงานโดยไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับการถากถางและความดื้อรั้นของผู้ปฏิเสธ

เนื้อหาในตอนต่างๆ จากตัฟซีรสูเราะฮฺ อัล-มะอาริจญ์ รวมทั้งหมด 8 ตอน

ตอน 1
 บทนำเรื่องการเข้มแข็งของหัวใจ
 เนื้อหาโดยรวมของสูเราะฮฺอัลมะอาริจญ์

ตอน 2
 การสะสมความดี
 การอดทนในการดะอฺวะฮฺ และร้องเรียนต่ออัลลอฮฺเท่านั้น
 ลักษณะของวีไอพีในอาคิเราะฮฺ

ตอน 3
 การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺ
 สภาพของผู้ปฏิเสธศรัทธาในวันกิยามะฮฺ

ตอน 4
 ท้ายๆ พูดถึงประเด็นอากีดะฮฺ


ตอน 5
 - ทำไมต้องเรียนอยู่เสมอ
 - ความสำคัญของการละหมาด
 - ละหมาดแล้วยังทำผิด ทำไม
 - ซะกาตและการจ่ายทรัพท์สิน

ตอน 6
 - อัลกุรอานกับมิติแห่งฮิดายะฮฺ
 - บางแง่มุมเกี่ยวกับการบริจาค
 - การเชื่อในวันอาคิเราะฮฺ ด้วยภาคปฏิบัติ
 - การเจียมตัวต่อหน้าการลงโทษของอัลลอฮฺ มุชฟิกูน

ตอน 7
 - บทนำ สัญญาณวันกิยามะฮฺ
 - ประเด็นเรื่องการสงวนอวัยวะเพศ กับสภาพปัจจุบัน
 - ความสำคัญของการละหมาดประเภทต่างๆ การอิสติคอเราะฮฺ การกิยามกลางคืน

ตอน 8 
 - สรุปเนื้อหาตั้งแต่ต้นสูเราะฮฺ
 - เน้นความสำคัญของการละหมาด
 - การอิคลาศทำอิบาดะฮฺมีสามระดับ
 - การคุชูอฺในละหมาด
 - คนที่มีคุณลักษณะอย่างนี้จะได้เข้าสวรรค์อย่างมีเกียรติ
 - มุชริกีนหวังที่จะเข้าสวรรค์ด้วย
 - การตอบโต้ของอัลลอฮฺต่อความคาดหวังของมุชริกีน
 - สั่งให้ท่านนบีไม่ต้องเหนื่อยใจกับการปฏิเสธของมุชริกีน
 - สภาพของมุชริกีนในวันกิยามะฮฺ
 - ทำไมเราต้องฟังเรื่องการลงโทษของคนกาฟิร
 - สร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เลียนแบบกาฟิร


ฟังและดาวน์โหลดจาก อิสลามเฮ้าส์
http://islamhouse.com/th/audios/2788407/
หน้า: [1] 2 3 ... 60
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.145 วินาที กับ 20 คำสั่ง